ฎีกาที่ 15248 - 15249/2557
ข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น (Academic use only)
คำพิพากษาฎีกาในระบบนี้รวบรวมจาก Thai Supreme Court Corpus (TSCC) v0.1 ซึ่งอนุญาตให้ใช้เพื่อการศึกษาและวิจัยเท่านั้น ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เนื้อหาไม่ใช่คำแปลอย่างเป็นทางการและอาจคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ — ผู้ใช้ควรตรวจสอบจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ข้อเท็จจริง
ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นพนักงานของโจทก์และได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่การเงิน โดยรับผิดชอบในงานเบิก - จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ตรวจสอบเอกสารเงินยืม ติดตามเงินยืม และตัดยอดเงินยืม ในส่วนของงานเบิก - จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินเพื่อเบิกจ่ายเงินเดือนให้แก่ข้าราชการและพนักงานของโจทก์ โดยจำเลยจัดทำรายการโอนเงินเดือนผ่านบัญชีธนาคารก. สาขาชัยภูมิ เพื่อให้ธนาคารโอนเงินเข้าบัญชีของข้าราชการและพนักงานของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิจะได้รับประจำเดือนตุลาคม 2551 เดือนธันวาคม 2551 เดือนพฤษภาคม 2552 และเดือนมิถุนายน 2552 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อปี 2552 โจทก์ได้จัดทำโครงการต้นกล้าอาชีพขึ้นในมหาวิทยาลัย โดยส. หัวหน้าโครงการได้ทำสัญญายืมเงินกลางของมหาวิทยาลัยโจทก์จำนวน 828,390 บาท ไปทดรองจ่ายในโครงการก่อน โจทก์อนุมัติให้ยืมเงินดังกล่าวได้ ต่อมาช. เลขานุการโครงการต้นกล้าอาชีพได้ทำหนังสือถึงโจทก์ขออนุญาตจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน จำนวน 473,350 บาท เพื่อนำไปชำระเงินยืมบางส่วนที่กล่าวแล้วข้างต้น โดยจำเลยลงลายมือชื่อรับทราบในฐานะเจ้าหน้าที่การเงิน หลังจากโจทก์อนุมัติตามคำขอของช. แล้ว จำเลยได้เขียนข้อความในเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่ช. จำนวน 473,350 บาท โดยไม่ได้ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออก จากนั้นจำเลยเป็นผู้นำเช็ค ไปเรียกเก็บเงิน ต่อมาช. ทำหนังสือแจ้งแก่โจทก์ว่า ยังไม่ได้รับเงินตามเช็คและยังไม่ได้คืนเงินยืมให้แก่โจทก์ โจทก์มีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและทราบว่าจำเลยเป็นผู้เบิกเงินตามเช็คจำนวน 473,350 บาท ไปโดยไม่ได้นำไปล้างเงินยืมให้แก่โจทก์ เงินตามเช็คเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินของโจทก์ที่ช. ในฐานะเลขานุการโครงการต้นกล้าอาชีพทำหนังสือขอให้โจทก์อนุมัติเพื่อนำไปชำระเงินยืมที่โครงการยืมเงินกลางของโจทก์มาใช้จ่าย เงินจำนวนนี้จึงมิใช่เงินส่วนตัวของช. ทั้งช. ก็ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของโจทก์ซึ่งโจทก์จะต้องชำระหนี้ให้แก่ช. การที่ช. มีชื่อเป็นผู้รับเงินตามเช็ค จึงเป็นกรณีที่ช. ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้มีหน้าที่รับเงินตามเช็คแล้วนำไปชำระเงินยืมให้แก่โจทก์ เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของโจทก์ที่ถูกจำเลยเบียดบังไป
คำวินิจฉัย
โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ตามป.อ. มาตรา 147 แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ไปในฐานะบุคคลธรรมดาซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอกตามป.อ. มาตรา 352 ไว้แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตามป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ได้ตามป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225