ฎีกาที่ 4273/2566
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้จำเลยกับ ก. ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 271/2563 ของศาลชั้นต้น ร่วมกัน ฉ้อโกง โจทก์ร่วม อันเป็นการกระทำความผิดในลักษณะตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกัน และเป็นการกระทำความผิดในครั้งคราวเดียวกันก็ตาม แต่คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาดังกล่าว โจทก์ร่วมระบุว่า โจทก์ร่วมและ ก. จำเลยในคดีดังกล่าวสามารถตกลงกันได้ โดย ก. นำเงินในส่วนที่ตนต้องรับผิดตามฟ้องชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่ ก. อีกต่อไปและขอถอนคำร้องทุกข์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์เฉพาะ ก. สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเป็นการเฉพาะตัว ก. ในคดีดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีผลไปถึงจำเลยซึ่งร่วมกระทำความผิดด้วย ส่วนคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวที่ระบุว่า สำหรับจำเลยอื่นในคดีที่โจทก์แยกฟ้อง ซึ่งรวมถึงจำเลยในคดีนี้ โจทก์ร่วมยังติดใจดำเนินคดีและเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่ขาดอยู่ต่อไปนั้น แม้โจทก์ร่วมจะได้รับเงินคืนและได้รับเงินคืนครบถ้วนแล้ว อันทำให้คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวที่อ้างว่าโจทก์ร่วมยังติดใจเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่ขาดอยู่ต่อไปนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เงื่อนไขในการขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยของโจทก์ร่วมอันจะเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นเป็นไปไม่ได้หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและทำให้ถือว่าโจทก์ร่วมสละสิทธิฟ้องคดีอาญาต่อจำเลย
ย่อยาว
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 903/2564 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 343 กับให้จำเลยคืนเงิน 4,699,500 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายปรินทร์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานร่วมกัน ฉ้อโกง ระงับไปเนื่องจากโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์แล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.271/2563 ของศาลชั้นต้น ซึ่งนายกนกพล เป็นจำเลย ย่อมทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องคดีนี้ที่จำเลยถูกฟ้องว่าร่วมกับจำเลยในคดีดังกล่าว ฉ้อโกง โจทก์ร่วมระงับไปด้วย เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยชอบที่จะหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ปัญหานี้แม้ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์กับโจทก์ร่วมได้ความว่าจำเลยกับนายกนกพลจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 271/2563 ของศาลชั้นต้น ร่วมกัน ฉ้อโกง โจทก์ร่วม อันเป็นการกระทำความผิดในลักษณะตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกัน และเป็นการกระทำความผิดในครั้งคราวเดียวกันก็ตาม แต่ตามสำเนาคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.271/2563 หมายเลขแดงที่ อ.837/2563 ของศาลชั้นต้น แนบท้ายฎีกา โจทก์ร่วมระบุว่า โจทก์ร่วมและนายกนกพล จำเลยในคดีดังกล่าวสามารถตกลงกันได้ โดยนายกนกพลนำเงินในส่วนที่ตนต้องรับผิดตามฟ้องชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่นายกนกพลอีกต่อไป และขอถอนคำร้องทุกข์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์เฉพาะนายกนกพล สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเป็นการเฉพาะตัวนายกนกพลในคดีดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีผลไปถึงจำเลยซึ่งร่วมกระทำความผิดด้วย สำหรับคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวที่ระบุไว้ด้วยว่า สำหรับจำเลยอื่นในคดีที่โจทก์แยกฟ้อง ซึ่งรวมถึงจำเลยในคดีนี้ โจทก์ร่วมยังติดใจดำเนินคดีและเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่ขาดอยู่ต่อไปนั้น แม้โจทก์ร่วมจะได้รับเงินคืนดังที่จำเลยอ้างในฎีกา และโจทก์ร่วมยื่นคำแก้ฎีกาเป็นทำนองว่าโจทก์ร่วมได้รับเงินคืนครบถ้วนแล้ว อันทำให้คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวที่อ้างว่าโจทก์ร่วมยังติดใจเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่ขาดอยู่ต่อไปนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ร่วมได้รับค่าเสียหายครบถ้วนแล้วหรือไม่ ไม่ใช่เงื่อนไขในการขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยของโจทก์ร่วมอันจะเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นเป็นไปไม่ได้หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและทำให้ถือว่าโจทก์ร่วมสละสิทธิฟ้องคดีอาญาต่อจำเลยดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ร่วมได้รับเงินคืนจากจำเลยจำนวน 6,597,000 บาท และได้รับเงินคืนจากนายกนกพล 2,639,500 บาท ครบถ้วนเพื่อบรรเทาผลร้ายแล้ว และจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเป็นทำนองว่าขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น โจทก์ร่วมไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในคำแก้ฎีกา ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ดังที่จำเลยอ้างในฎีกาอันนับได้ว่าจำเลยมีส่วนในการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้งด้วยการรอการลงโทษจำคุกไว้ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียวจึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2566 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นาย ป. โจทก์ร่วม นางสาว อ. จำเลย ป.อ. ม. 83 , ม. 341 ป.วิ.อ. ม. 39 (2) , ม. 195 วรรคสอง , ม. 225