ฎีกาที่ 915/2566
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ปัญหาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐาน ฉ้อโกง ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2564 มีใจความว่า โจทก์ร่วมและจำเลยยินยอมตกลงกันโดยให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีกทั้งทางแพ่งและอาญา ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้จากจำเลยตามข้อตกลงดังกล่าวรวม 2 งวด ถือได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐาน ฉ้อโกง ทั้งสองกระทงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) แม้ภายหลังโจทก์ร่วมจะแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังคงติดใจดำเนินคดีอาญา โดยจะตกลงยอมความในทางอาญาและถอนคำร้องทุกข์ก็ต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ก็หามีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องซึ่งได้ระงับไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกลับเป็นไม่ระงับไปไม่ และเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐาน ฉ้อโกง ระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท แก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย แต่เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีส่วนแพ่งย่อมเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268, 341 ให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ระหว่างพิจารณา นางชนันญา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหา ฉ้อโกง และข้อหาใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ส่วนข้อหาปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและปลอมเอกสารราชการนั้น โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,161,501 บาท นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คดีส่วนแพ่งโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 28 มกราคม 2564 ขอให้พิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 341 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐาน ฉ้อโกง กระทงแรก จำคุก 2 ปี ฐาน ฉ้อโกง กระทงหลัง ฐานปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการและเป็นผู้ใช้เอกสารปลอมดังกล่าว จึงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐาน ฉ้อโกง คงจำคุก 1 ปี ฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอม คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับคดีส่วนแพ่งพิพากษาตามยอม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ต้องมีการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยหลอกลวงบุตรของโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบเงินแก่จำเลย 561,501 บาท และจำเลยปลอมโฉนดที่ดิน สำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินของกลางมาใช้อ้างแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อขอกู้ยืมเงิน เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบเงินแก่จำเลยอีก 600,000 บาท โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 แล้วโจทก์ร่วมกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีส่วนแพ่งว่าจำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วม 800,000 บาท โดยชำระในวันทำสัญญา 50,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 750,000 บาท จะผ่อนชำระรวม 15 งวด งวดที่ 1 ถึงที่ 5 ชำระงวดละ 30,000 บาท งวดที่ 6 ถึงที่ 15 งวดละ 60,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 งวดต่อไปทุกวันสิ้นเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้บังคับคดีได้ทันทีในยอดเงินจำนวน 1,161,501 บาท โดยหักเงินที่ชำระแล้วพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีกทั้งทางแพ่งและอาญา ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมในงวดเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม 2564 อีกงวดละ 30,000 บาท ส่วนงวดเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2564 จำเลยผิดนัด ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2564 จำเลยแถลงต่อศาลว่าขอชำระเงินงวดเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2564 ในวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เมื่อถึงวันนัดโจทก์ร่วมแถลงว่าจำเลยไม่ชำระเงินแก่โจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นจึงพิพากษา หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วม 60,000 บาท และหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษา จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมอีก 80,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์ร่วมทั้งสิ้น 250,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐาน ฉ้อโกง ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2564 มีใจความว่า โจทก์ร่วมและจำเลยยินยอมตกลงกัน โดยให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีกทั้งทางแพ่งและอาญา ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้จากจำเลยตามข้อตกลงดังกล่าวรวม 2 งวด ถือได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐาน ฉ้อโกง ทั้งสองกระทงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แม้ภายหลังโจทก์ร่วมจะแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังคงติดใจดำเนินคดีอาญา โดยจะตกลงยอมความในทางอาญาและถอนคำร้องทุกข์ก็ต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ก็หามีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องซึ่งได้ระงับไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกลับเป็นไม่ระงับไปไม่ และเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐาน ฉ้อโกง ระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท แก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย แต่เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีส่วนแพ่งย่อมเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินแล้วนำมาใช้หลอกลวงขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมอีก เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่เคารพและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ซึ่งนอกจากจะทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายแล้ว ยังทำให้สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาบ้านนา อันเป็นหน่วยงานราชการได้รับความเสียหายด้วย พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน มีภาระต้องอุปการะบุตรผู้เยาว์ 2 คน รวมทั้งมารดา หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้รับเงินจากจำเลยแล้ว 250,000 บาท เห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการปลอม จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน จำหน่ายคดีความผิดฐาน ฉ้อโกง จากสารบบความ และให้ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 1,161,501 บาท ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 915/2566 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นาง ช. โจทก์ร่วม นางสาว ส. จำเลย ป.อ. ม. 341 ป.วิ.อ. ม. 47