ฎีกาที่ 1788/2566
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดว่า อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปี แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้กำหนดกรณีดังกล่าวไว้ในคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 295, 371 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางจันทิมา และนายศุภฤกษ์ มารดาและบิดาของนางสาวนพมาศ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหา ฆ่า ผู้อื่น ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 3,736,415 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นายสันธิชัย ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นายธนพล ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 116,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐาน ฆ่า ผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ฐานร่วมกันพยายาม ฆ่า ผู้อื่น จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 32 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง เป็นเงิน 2,680,415 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 28,000 บาท และ 65,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสามจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐาน ฆ่า ผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 30 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยทั้งสองชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2563 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคนละ 1,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองกับผู้เสียหายทั้งสองมีส่วนร่วมในการก่อเหตุทะเลาะวิวาท และจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาจำเลยทั้งสองดังกล่าว ดังนี้ ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร และความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาจึงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2563 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ถึง 22 นาฬิกา นายสันธิชัย ผู้เสียหายที่ 1 กับนางสาวจุฑาทิพย์ นายธนพล ผู้เสียหายที่ 2 นายธนพงษ์ มารดากับยายของผู้เสียหายที่ 2 และนางสาวนพมาศ ผู้ตาย นางสาวรัตวรรณ กับนางสาวอัญญารักษ์ ต่างไปเที่ยวงานปีใหม่ที่สะพานสารสิน แล้วมาพบกันบริเวณสถานที่จัดคอนเสิร์ต ต่อมาเวลาประมาณ 24 นาฬิกา ของวันที่ 5 มกราคม 2563 ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 กำลังเดินไปปัสสาวะบริเวณตอม่อของสะพานสารสินหน้าเวทีคอนเสิร์ต จำเลยที่ 1 ถีบหลังผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 ชกต่อยผู้เสียหายที่ 1 หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 1 วิ่งกลับไปยังสถานที่จัดคอนเสิร์ตเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้เสียหายที่ 2 ฟัง ผู้เสียหายทั้งสอง ผู้ตาย นางสาวรัตวรรณ นายธนพงษ์ นางสาวนุสรา และนายบัณฑิต จึงเดินออกจากสถานที่จัดคอนเสิร์ต ระหว่างทางผู้เสียหายที่ 1 พบจำเลยทั้งสองกับพวกจึงชี้บอกผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายทั้งสองเดินไปหาจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ใช้ขวดเบียร์ตีศีรษะผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง จนขวดเบียร์แตกกระเด็นใส่ใบหน้าผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย แล้วจำเลยทั้งสองต่างชักอาวุธมีดที่นำติดตัวมาถือไว้ จำเลยที่ 1 พูดท้าทายให้ผู้เสียหายที่ 2 ตามไปข้างนอก ผู้เสียหายที่ 2 จึงไปหยิบอาวุธมีดจากร้านอาหารแล้วเดินตามจำเลยทั้งสองไป โดยมีผู้ตาย นางสาวรัตวรรณ นายธนพงษ์ นางสาวนุสรา และนายบัณฑิตเดินตามหลังผู้เสียหายที่ 2 ไปด้วย จำเลยทั้งสองเดินถอยหลังเข้าไปในเต็นท์จนจำเลยที่ 1 เดินถอยหลังชนกับรถขายของล้มลง หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ถูกอาวุธมีดฟันและแทงที่บริเวณหน้าอกและช่องท้อง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนผู้ตายถูกอาวุธมีดแทงบริเวณหน้าอกด้านซ้าย ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยทั้งสองหลบหนีไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานพยายาม ฆ่า ผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า เมื่อจำเลยทั้งสองชักอาวุธมีดออกมา ผู้เสียหายที่ 2 จึงรีบวิ่งไปหยิบอาวุธมีดที่ร้านอาหารในละแวกนั้นมาถือไว้ป้องกันตัว แล้วตามจำเลยทั้งสองไป เมื่อจำเลยที่ 1 ล้มลงและลุกขึ้นมา จำเลยที่ 1 พุ่งเข้าหาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่รู้ว่าถูกอาวุธมีดแทง ผู้เสียหายที่ 2 มองเห็นจำเลยที่ 2 ยืนอยู่ข้างจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถืออาวุธมีดตามจำเลยที่ 1 มา หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นอีก เมื่อผู้เสียหายที่ 2 รู้ว่าถูกแทง จึงร้องถามว่าแทงผู้เสียหายที่ 2 ทำไม และวิ่งออกไปนอกเต็นท์ แตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ชูอาวุธมีดพกตวัดขึ้นและชี้มาที่ผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่แน่ใจว่าจังหวะนั้นถูกปลายอาวุธมีดของจำเลยที่ 1 แทงเข้าช่องท้องหรือไม่เพราะยืนหันหน้าเข้าหากัน ผู้เสียหายที่ 2 หันไปเห็นมีดอีโต้วางอยู่บนเขียงในร้านขายอาหารตามสั่ง ผู้เสียหายที่ 2 จึงเดินไปหยิบเอามาไว้ที่ตัวเพื่อป้องกันพวกของจำเลยที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 ใช้มีดอีโต้ขู่กลุ่มจำเลยที่ 1 และไล่ให้ออกไป จำเลยที่ 1 กับพวก 3 คน เดินออกไปที่บริเวณหน้าเต็นท์ ผู้เสียหายที่ 2 เดินตามไปโดยมีนางสาวรัตวรรณเดินตามไปด้วย จำเลยที่ 1 กับพวกวิ่งเข้าไปในเต็นท์ ผู้เสียหายที่ 2 ตามเข้าไปในเต็นท์เห็นจำเลยที่ 1 วิ่งชนรถกระบะแล้วล้มลง ผู้เสียหายที่ 1 ใช้เท้าเตะจำเลยที่ 1 เพื่อนของจำเลยที่ 1 รูปร่างสูงไว้ผมยาวใส่หมวกเข้ามาช่วยจำเลยที่ 1 โดยเตะผู้เสียหายที่ 2 มีดอีโต้ที่ผู้เสียหายที่ 2 ถืออยู่จึงหลุดมือไป จำเลยที่ 1 กับเพื่อนซึ่งมีอาวุธมีดอยู่ในมือใช้อาวุธมีดแทงที่ท้องของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 เปิดเสื้อดูเห็นมีแผลถูกแทงและเลือดไหล จึงวิ่งออกมานอกเต็นท์ก็ตาม แต่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง มีนางสาวรัตวรรณเบิกความว่า ขณะที่พยานอยู่ห่างจากจำเลยทั้งสองประมาณ 4 ถึง 5 เมตร จำเลยที่ 1 วิ่งในลักษณะถอยไปด้านหลังจนกระทั่งจำเลยที่ 1 วิ่งถอยหลังไปชนรถขายของ จำเลยที่ 1 ล้มลง ขณะนั้นผู้เสียหายที่ 2 เดินนำหน้าพยานไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ลุกขึ้นมาพร้อมกับพุ่งเข้ามายังพยานและผู้เสียหายที่ 2 และนายธนพงษ์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 วิ่งถอยหลังไปชนรถกระบะแล้วล้มลง ขณะนั้นพยานอยู่ห่างจากจำเลยทั้งสองประมาณ 4 เมตร จำเลยที่ 2 ยืนอยู่ด้านหลังจำเลยที่ 1 เพียงเอื้อมมือถึงกัน พยานเห็นจำเลยที่ 1 ถืออาวุธมีดง้างไว้ข้างลำตัวคมมีดชี้ไปด้านหน้าวิ่งสวนกลับมา จำเลยที่ 1 วิ่งมาทางนางสาวรัตวรรณ เมื่อได้ความจากร้อยตำรวจเอกอัครพล พนักงานสอบสวนว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟฟ้ามองเห็นได้ชัด เชื่อว่านางสาวรัตวรรณและนายธนพงษ์เห็นจำเลยที่ 1 วิ่งถืออาวุธมีดไปทางนางสาวรัตวรรณและผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 1 พุ่งเข้าหาผู้เสียหายที่ 2 ทั้งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่า ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลถูกแทงบริเวณหน้าท้องเพียงบาดแผลเดียว ส่วนบาดแผลที่เหลือเป็นบาดแผลฉีกขาด ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนว่า ใบหน้าบริเวณคิ้วข้างขวาถูกเศษขวดแก้วบาด ใบหูขวาถูกเศษขวดแก้วบาด และต้นคอขวาถูกเศษขวดแก้วบาด ดังนี้ หากจำเลยที่ 1 กับเพื่อนซึ่งมีอาวุธมีดอยู่ในมือใช้อาวุธมีดแทงที่ท้องของผู้เสียหายที่ 2 ดังที่ผู้เสียหายที่ 2 ให้การไว้ในชั้นสอบสวน อันแสดงให้เห็นได้ว่าผู้เสียหายที่ 2 ต้องถูกอาวุธมีดแทงที่หน้าท้อง 2 ครั้ง แล้ว บาดแผลถูกแทงบริเวณที่หน้าท้องของผู้เสียหายที่ 2 ต้องมี 2 บาดแผล เช่นนี้ บาดแผลถูกแทงของผู้เสียหายที่ 2 ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ จึงขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนางสาวรัตวรรณและนายธนพงษ์ประกอบกับบาดแผลถูกแทงที่หน้าท้องของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว เชื่อว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 เป็นจริงยิ่งกว่าคำให้การชั้นสอบสวน คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ แม้ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 2 ก็ตาม แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถืออาวุธมีดยืนเผชิญหน้ากับผู้เสียหายที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 พุ่งเข้าหาผู้เสียหายที่ 2 หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 2 รู้ว่าตนเองถูกแทง ดังนี้ ผู้ที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 2 จะเป็นบุคคลอื่นไปไม่ได้นอกจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 2 ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ถืออาวุธมีดพุ่งเข้าหาผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้อาวุธมีดแทงถูกบริเวณหน้าท้องของผู้เสียหายที่ 2 ลึกประมาณ 4 เซนติเมตร บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เลือกแทงบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเป็นที่ตั้งของอวัยวะสำคัญที่อยู่ภายในร่างกาย จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้เสียหายที่ 2 อาจถึงแก่ความตายได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนา ฆ่า ผู้เสียหายที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า หลังจากที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 แล้ว จำเลยทั้งสองต่างคนต่างชักอาวุธมีดออกมา แล้วจำเลยที่ 2 ก็ตามจำเลยที่ 1 เข้าไปในเต็นท์ ทั้งขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็อยู่บริเวณที่เกิดเหตุใกล้จำเลยที่ 1 หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็หลบหนีไปพร้อมจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ส่งเสียงร้องท้าทายให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมต่อสู้และไม่ได้ร่วมทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 ด้วยก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 เท่ากับเป็นการสมทบกำลังให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดและเป็นพฤติการณ์อันต้องถือว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลที่อาจเกิดขึ้นร่วมกัน จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมด้วยในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายาม ฆ่า ผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐาน ฆ่า ผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีนางสาวรัตวรรณเบิกความว่า จำเลยที่ 1 พุ่งเข้ามายังพยานและผู้เสียหายที่ 2 ขณะนั้นผู้ตายยืนอยู่ด้านขวาของพยาน พยานพยายามปัดผู้ตายให้หลบ แต่ไม่ทัน จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายบริเวณหน้าอกด้านซ้าย แล้วจำเลยที่ 1 ชักอาวุธมีดออกวิ่งฝ่าผู้คนออกไป นางสาวนุสราเบิกความว่า จำเลยที่ 1 วิ่งมาชนผู้ตาย พยานไม่ทันสังเกตว่าจำเลยที่ 1 ถืออะไร เมื่อจำเลยที่ 1 ชนผู้ตายแล้ว ผู้ตายล้มลงไปนอนกับพื้น เมื่อผู้ตายลุกขึ้นยืน พยานเห็นมีโลหิตไหลออกมาใต้ราวนมของผู้ตาย แล้วผู้ตายล้มลงไปอีก และนายธนพงษ์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 วิ่งมาทางนางสาวรัตวรรณ ซึ่งอยู่ติดกับผู้ตาย จำเลยที่ 1 ชนผู้ตาย ผู้ตายล้มลง ซึ่งพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญโดยไม่มีข้อพิรุธแต่อย่างใด เมื่อวินิจฉัยข้างต้นว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟฟ้ามองเห็นได้ชัดแล้ว เชื่อว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนั้นเห็นการกระทำของจำเลยที่ 1 แม้นางสาวนุสราและนายธนพงษ์ไม่ได้เบิกความว่าเห็นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายดังเช่นคำเบิกความนางสาวรัตวรรณก็ตาม แต่นางสาวนุสราและนายธนพงษ์ก็เห็นจำเลยที่ 1 วิ่งชนผู้ตายจนล้มลงและนางสาวนุสราเห็นผู้ตายมีโลหิตไหลออกมาใต้ราวนมของผู้ตายตรงตามที่นางสาวรัตวรรณเห็นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่บริเวณหน้าอกซ้ายและรายงานการชันสูตรพลิกศพ ที่ระบุว่าผู้ตายมีบาดแผลฉีกขาดที่หน้าอกข้างซ้าย คำเบิกความของนางสาวรัตวรรณ นางสาวนุสรา และนายธนพงษ์ จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย แม้อาวุธมีดที่นายธนพงษ์นำมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนยังมีข้อสงสัยว่าเป็นอาวุธมีดที่จำเลยที่ 1 ใช้กระทำความผิดหรือไม่ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันพาอาวุธมีดติดตัวไปยังบริเวณที่เกิดเหตุ เช่นนี้ อาวุธมีดดังกล่าวจะเป็นอาวุธมีดที่จำเลยที่ 1 ใช้กระทำความผิดหรือไม่ ก็ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายบริเวณหน้าอกข้างซ้ายซึ่งเป็นที่ตั้งของอวัยวะสำคัญภายในร่างกาย จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่าผู้ตายอาจถึงแก่ความตายได้ ฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนา ฆ่า ผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐาน ฆ่า ผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ร้องทั้งสองเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องทั้งสองมีส่วนร่วมกระทำความผิด และร่วมกันใช้อาวุธมีดฟันและแทงพยายาม ฆ่า ผู้ร้องที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายจนถึงแก่ความตายแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสอง จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ทั้งค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสองนั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน สำหรับฎีกาโจทก์ร่วมทั้งสองที่ว่า มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐาน ฆ่า ผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐาน ฆ่า ผู้อื่น จำคุก 20 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 18 ปี อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐาน ฆ่า ผู้อื่น จำคุก 20 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่ชอบดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว ศาลฎีกาต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนนี้ และเมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดว่า อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปี แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้กำหนดกรณีดังกล่าวไว้ในคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสอง แต่อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามนั้น ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่วินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ยกฎีกาโจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1788/2566 พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์ นาง จ. กับพวก โจทก์ร่วม นาย ส. กับพวก ผู้ร้อง นาย ก. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 7 วรรคสอง ป.วิ.อ. ม. 40 ป.วิ.พ. ม. 142 (5) , ม. 246 , ม. 252