ฎีกาที่ 4769/2566
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นผู้จัดการ มรดก คนหนึ่งของเจ้า มรดก ถึงแก่ความตาย ทำให้ผู้จัดการ มรดก ที่เหลืออยู่ 6 คน ไม่อาจจัดการ มรดก ต่อไปได้ โดยที่ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้จัดการ มรดก ที่เหลืออยู่ทั้ง 6 คน เป็นผู้จัดการ มรดก เพราะจะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลที่ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกร่วมกันจัดการ มรดก ของผู้ตาย ทั้งกรณีไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 1715 วรรคสอง ที่กำหนดให้ผู้จัดการ มรดก ที่เหลืออยู่จัดการ มรดก ต่อไปได้ แต่ไม่อาจจัดการ มรดก โดยลำพังมาใช้บังคับกับกรณีการตั้งผู้จัดการ มรดก ในคดีนี้ได้ เพราะคดีนี้ไม่ใช่การตั้งผู้จัดการ มรดก ตามพินัยกรรม การที่ผู้จัดการ มรดก คนหนึ่งถึงแก่ความตายย่อมทำให้อำนาจในการจัดการ มรดก ของผู้จัดการ มรดก ที่ถึงแก่ความตายสิ้นสุดลง โดยไม่จำต้องมีคำสั่งถอนผู้จัดการ มรดก ที่ถึงแก่ความตายออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก แต่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการ มรดก ของผู้จัดการ มรดก ที่เหลืออยู่ต่อไป การที่ผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย ทำให้คงเหลือผู้จัดการ มรดก ที่มีอำนาจในการจัดการ มรดก เพียง 6 คน ซึ่งมิอาจหาเสียงชี้ขาดได้หากเกิดกรณีที่มีความเห็นแบ่งเป็นสองฝ่าย และแต่ละฝ่ายมีคะแนนเสียงเท่ากันดังนั้น จึงต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1726 โดยจะต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้เป็นผู้ชี้ขาดต่อไป ทั้งเมื่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคสอง กำหนดให้การตั้งผู้จัดการ มรดก ในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กอง มรดก ตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้า มรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร ซึ่งกรณีที่มีผู้จัดการ มรดก หลายคน การทำหน้าที่ผู้จัดการ มรดก ต้องถือตามเสียงข้างมากตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1726 เมื่อคำนึงถึงเหตุขัดข้องในการจัดการ มรดก การตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายด้วยย่อมทำให้การจัดการ มรดก มีเสียงข้างมากซึ่งน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อกอง มรดก ของผู้ตาย
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมของนายชัย ผู้ตาย ต่อมาในระหว่างจัดการ มรดก เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 ผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก และให้ผู้จัดการ มรดก ที่เหลือจัดการ มรดก ต่อไป ส่วนนายบัญชาชนะ บุตรของผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำคัดค้านพร้อมกับร้องขอเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมของผู้ตาย ศาลชั้นต้นสอบผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 แล้ว มีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตาย และยกคำร้องขอของนายบัญชาชนะ ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกร่วมกันเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายชัย ผู้ตาย ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย และขอให้ผู้จัดการ มรดก ที่เหลือจัดการ มรดก ต่อไป นายบัญชาชนะ ผู้คัดค้าน ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอถอนผู้คัดค้านที่ 5 จากการเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมของผู้ตาย และขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งตนเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายร่วมกับผู้จัดการ มรดก ที่เหลือ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตายจึงไม่อาจทำหน้าที่ผู้จัดการ มรดก ได้ กรณีเป็นเหตุที่สมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 จึงให้ถอนผู้คัดค้านที่ 5 จากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตาย ในส่วนคำร้องของนายบัญชาชนะ ผู้คัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งตนเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกับผู้จัดการ มรดก ที่เหลือ ไม่ได้ความว่ามีเหตุขัดข้องในการจัดการ มรดก จึงให้ยกคำร้องขอ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านเพียงว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกับผู้จัดการ มรดก อื่นชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการ มรดก ผู้ร้องต้องเป็นบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 และจะต้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 เมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและถึงแก่ความตายแล้ว ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 5 จึงเป็นผู้เข้ารับ มรดก แทนที่ผู้คัดค้านที่ 5 และอยู่ในฐานะเป็นผู้สืบสันดานอันถือเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) ผู้คัดค้านจึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการ มรดก ของผู้ตายตามความแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1713 เมื่อตามคำร้องขอเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้คัดค้านไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า มีเหตุจะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายหรือไม่ ซึ่งเมื่อการจัดการ มรดก รายนี้มีการตั้งผู้จัดการ มรดก ไว้แล้ว และผู้คัดค้านร้องขอเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกับผู้จัดการ มรดก อื่น การจะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการ มรดก ได้หรือไม่จึงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1713 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อผู้จัดการ มรดก หรือทายาทไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปัน มรดก " และในวรรคสอง ที่บัญญัติว่า "การตั้งผู้จัดการ มรดก นั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม และถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กอง มรดก ตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้า มรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร" ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้วจะเห็นว่า เจ้า มรดก ถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2556 โดยได้ความจากคำคัดค้านและคำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า หลังจากเจ้า มรดก ถึงแก่ความตายแล้ว ทายาทของเจ้า มรดก มีการประชุมกันหลายครั้งและมีข้อตกลงให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำร้องต่อศาลขอเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกัน 7 คน แต่ผู้ร้องกลับมายื่นคำร้องขอจัดการ มรดก ของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ผู้คัดค้านทั้งหกต้องยื่นคำคัดค้านและขอเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมด้วย และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2561 จนถึงวันที่ผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 นับเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี 3 เดือน ก็ยังไม่มีการจัดการแบ่งปันทรัพย์ มรดก ของผู้ตาย โดยฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายผู้คัดค้านทั้งหกต่างก็อ้างว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือ จนเมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย การจัดการ มรดก รายนี้ก็ยังไม่อาจกระทำได้ และเมื่อการร้องขอตั้งผู้จัดการ มรดก ในคดีนี้ เป็นการขอตั้งผู้จัดการ มรดก โดยไม่มีพินัยกรรม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกให้เป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกัน แสดงว่าศาลชั้นต้นยังไม่เห็นสมควรที่จะให้ทายาทคนใดคนหนึ่งเป็นผู้จัดการ มรดก เพียงผู้เดียวโดยลำพัง แต่เห็นเป็นการสมควรให้ทายาทของเจ้า มรดก ทั้ง 7 คน เป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกัน ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นผู้จัดการ มรดก คนหนึ่งของเจ้า มรดก ถึงแก่ความตาย ทำให้ผู้จัดการ มรดก ที่เหลืออยู่ 6 คน ไม่อาจจัดการ มรดก ต่อไปได้โดยที่ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้จัดการ มรดก ที่เหลืออยู่ทั้ง 6 คน เป็นผู้จัดการ มรดก เพราะจะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลที่ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกร่วมกันจัดการ มรดก ของผู้ตาย ทั้งกรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 วรรคสอง ที่กำหนดให้ผู้จัดการ มรดก ที่เหลืออยู่จัดการ มรดก ต่อไปได้แต่ไม่อาจจัดการ มรดก โดยลำพังมาใช้บังคับกับกรณีการตั้งผู้จัดการ มรดก ในคดีนี้ได้ เพราะคดีนี้ไม่ใช่การตั้งผู้จัดการ มรดก ตามพินัยกรรม เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก อันเนื่องมาจากผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย และขอให้ผู้จัดการ มรดก ที่เหลือจัดการ มรดก ต่อไป การที่ผู้จัดการ มรดก คนหนึ่งถึงแก่ความตายย่อมทำให้อำนาจในการจัดการ มรดก ของผู้จัดการ มรดก ที่ถึงแก่ความตายสิ้นสุดลงโดยไม่จำต้องมีคำสั่งถอนผู้จัดการ มรดก ที่ถึงแก่ความตายออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก แต่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการ มรดก ของผู้จัดการ มรดก ที่เหลืออยู่ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายโดยไม่ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการ มรดก ของผู้จัดการ มรดก ที่เหลืออยู่ให้ชัดแจ้ง ย่อมเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรมีคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการ มรดก ของผู้จัดการ มรดก ที่เหลืออยู่ให้ชัดแจ้งโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวเสียก่อน และเห็นว่าเมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย อำนาจในการจัดการ มรดก ของผู้คัดค้านที่ 5 ย่อมสิ้นสุดลง จึงเห็นสมควรให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายมีอำนาจจัดการ มรดก ของผู้ตายต่อไป ส่วนกรณีมีเหตุจะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายด้วยหรือไม่นั้น เมื่อผู้คัดค้านถือเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย และไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายแล้ว ทั้งเหตุดังกล่าวมาข้างต้นไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้จัดการ มรดก ไม่อาจเริ่มจัดการแบ่งปันทรัพย์ มรดก ได้เพราะความเห็นไม่ตรงกันหรือเพราะทรัพย์ มรดก มีมูลค่านับพันล้านบาทและเป็นทรัพย์สินที่อยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศจนเวลาล่วงเลยไปกว่า 1 ปี 3 เดือน ก็ยังไม่อาจจัดการแบ่งปันทรัพย์ มรดก ของผู้ตายได้ แม้เดิมจะมีผู้จัดการ มรดก ร่วมกันมากถึง 7 คน และสามารถใช้เสียงข้างมากชี้ขาดเพื่อให้การจัดการ มรดก ดำเนินไปได้ ก็ยังไม่อาจเริ่มต้นในการจัดการ มรดก ได้ เมื่อต่อมาผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย ทำให้คงเหลือผู้จัดการ มรดก ที่มีอำนาจในการจัดการ มรดก เพียง 6 คน ซึ่งไม่อาจหาเสียงชี้ขาดได้หากเกิดกรณีที่มีความเห็นแบ่งเป็นสองฝ่ายและแต่ละฝ่ายมีคะแนนเสียงเท่ากัน ก็จะต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 โดยจะต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้เป็นผู้ชี้ขาดต่อไป กรณีที่กล่าวมาทั้งหมดจึงถือเป็นเหตุขัดข้องประการหนึ่งที่ผู้จัดการ มรดก หรือทายาทไม่อาจจัดการ มรดก หรือแบ่งปันทรัพย์ มรดก ของผู้ตายอันถือเป็นเหตุที่ศาลจะพิจารณาตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายได้ ทั้งเมื่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคสอง กำหนดให้การตั้งผู้จัดการ มรดก ในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดในพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กอง มรดก ตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้า มรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร เมื่อการจัดการ มรดก รายนี้ถือได้ว่ามีเหตุขัดข้องในการจัดการ มรดก หรือการแบ่งปันทรัพย์ มรดก ตามความแห่ง มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง (2) แล้ว ทั้งในชั้นตั้งผู้จัดการ มรดก ผู้จัดการ มรดก ก็เพียงแต่มีอำนาจหน้าที่ในการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์ มรดก เป็นตัวเงินและการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์ มรดก ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 4 หมวด 2 ตั้งแต่มาตรา 1734 ถึงมาตรา 1752 โดยวิธีจัดการและปันทรัพย์ มรดก ต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 4 หมวด 1 ซึ่งกรณีที่มีผู้จัดการ มรดก หลายคน การทำหน้าที่ผู้จัดการ มรดก ต้องถือตามเสียงข้างมากตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 เมื่อคำนึงถึงเหตุขัดข้องในการจัดการ มรดก ดังที่กล่าวมาแล้ว การตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายด้วยย่อมทำให้การจัดการ มรดก มีเสียงข้างมากซึ่งน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อกอง มรดก ของผู้ตาย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายชัย ผู้ตายร่วมกับผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1713 โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และหากผู้จัดการ มรดก คนหนึ่งคนใดถึงแก่ความตายให้ผู้จัดการ มรดก ที่เหลือร่วมกันจัดการ มรดก ต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4769/2566 นาย ล. ผู้ร้อง นาย บ. ผู้คัดค้าน นาย ย. กับพวก ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 1713 , ม. 1715 , ม. 1726