ฎีกาที่ 7754/2568
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
เมื่อบริษัทประกันภัยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ร้องที่ 1 จึงไม่ใช่กระทำเพื่อยุติข้อพิพาทในมูลละเมิดของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่กระทำขึ้นเพื่อตกลงยุติข้อพิพาทตามสัญญาประกันวินาศภัย ที่ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ตามกฎหมาย ข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความระบุไว้เพียงเฉพาะแต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนค่าปลงศพเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงิน 70,000 บาท ด้วย จึงมีผลให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดในเงินจำนวนที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับบริษัทผู้รับประกันภัยในค่าปลงศพเท่านั้น ทั้งไม่ได้ตกลงที่จะยุติข้อพิพาทในส่วนค่าสินไหมทดแทนในส่วนอื่นที่จำเลยจะต้องชำระแก่ผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 ด้วย แม้จะมีข้อตกลงในสัญญาว่า ผู้ร้องที่ 1 ในฐานะผู้รับสัญญาตกลงไม่เรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อบริษัทประกันภัยและผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีกต่อไป โดยให้ถือว่ามูลละเมิดระงับสิ้นไปก็ตาม เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยจะตกลงระงับเพียงข้อพิพาทที่ตนมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น จึงไม่อาจจะกำหนดให้มีผลเกินเลยไปถึงมูลหนี้ละเมิดทั้งหมดได้ มิฉะนั้น จะทำให้บริษัทประกันภัยละเว้นที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมายจากเจ้าของรถ จำเลยหรือผู้ร้องที่ 2 ในฐานะผู้ขับขี่ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัยตามหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมายตามมาตรา 31 ได้ นอกจากนี้ยังมีลักษณะเป็นการนำเงินค่าเสียหายเบื้องต้นที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้นไปใช้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไประงับหนี้ละเมิดในส่วนของค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่นได้อีก อันเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ทั้งบริษัทประกันภัยไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่จะตกลงระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทคนละส่วนกับที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษา
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสำเภา มารดาของนางสาวสุภาพรหรือสุภากรผู้ตายกับผู้เสียหาย และเด็กหญิง ก. บุตรผู้ตายโดยผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นให้เรียกว่า ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โดยผู้ร้องที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอันจำเป็น 150,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้ร้องที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าทนทุกข์ทรมานจากการสูญเสียอวัยวะ 300,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต 67,000 บาท ค่าขาเทียม 60,000 บาท รวมเป็นเงิน 427,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และผู้ร้องที่ 3 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดย ประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนดดังกล่าว และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 160,000 บาท และผู้ร้องที่ 3 เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 11 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว หากมีพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนก็ให้เป็นไปตามนั้น (ที่ถูก บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ผู้ร้องทั้งสามมีคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่ลงโทษปรับ และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มูลหนี้ละเมิดระงับสิ้นไปหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งของศาลชั้นต้น คงมีแต่โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาคดีส่วนอาญาของศาลชั้นต้น โดยขอให้ไม่รอการลงโทษเท่านั้น คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งของศาลชั้นต้นในเรื่องค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสามจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่จำเลยเพิ่งฎีกาว่ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้รับประกันภัยกับผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 3 อันทำให้หนี้ละเมิดระงับไปนั้น จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจร แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ และภาพถ่ายประกอบคดีอาญาว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน บริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนมิตรภาพฝั่งขาไปจังหวัดขอนแก่น มี 2 ช่องทางจราจร และอยู่ตรงบริเวณแยกบ้านเกรา ที่จัดให้เป็นทางแยกและจุดกลับรถ สภาพถนนเป็นถนนทางลาดยางมีผิวจราจรเรียบและเป็นถนนทางตรง แต่ขณะเกิดเหตุถนนมีความเปียกชื้น รถคันที่จำเลยขับเป็นรถกระบะคันสีดำ รถคันที่ผู้ร้องที่ 2 ขับเป็นรถจักรยานยนต์คันสีเหลือง มีผู้ตายนั่งซ้อนท้ายมาด้วย เมื่อพิจารณาประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์คดีอุบัติเหตุจราจรและภาพถ่ายประกอบรายงาน ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่า รถของกลางรายการที่ 1 เป็นรถจักรยานยนต์ (ที่ถูกรถกระบะคันสีดำ) มีสภาพล้อหน้าด้านขวาพบรอยแตกและรอยครูดถลอก กันชนหน้าแถบขวาพบรอยบุบยุบ รอยเจาะ รอยครูดถลอก รอยคราบสีเหลืองติดอยู่ ส่วนรถของกลางรายการที่ 2 เป็นรถจักรยานยนต์คันสีเหลือง ขาตั้งคู่ด้านซ้ายพบรอยคราบสีดำและรอยครูดถลอก ครอบเครื่องยนต์พบคราบสีดำและรอยครูดถลอก ซึ่งเมื่อรถทั้งสองคันเกิดการเฉี่ยวชนกันย่อมเกิดการแลกเปลี่ยนวัตถุโดยสีเหลืองของรถจักรยานยนต์ย่อมไปติดที่รถกระบะคันสีดำ และสีดำของรถกระบะย่อมไปติดที่รถจักรยานยนต์คันสีเหลือง บริเวณดังกล่าวจึงเป็นบริเวณที่ตัวรถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของร้อยตำรวจเอกวุฒิชัย ผู้ทำการตรวจพิสูจน์ เมื่อเปรียบเทียบจุดที่ชนกันแล้ว ย่อมแสดงว่า รถทั้งสองคันแล่นตามกันมาในช่องเดินรถที่สองติดร่องกลางถนน ซึ่งเป็นช่องเดินรถเดียวกัน หลังเกิดเหตุชนกันแล้วเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์คันสีเหลืองกระเด็นตกร่องกลางถนนแล้วล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถที่แล่นสวนมาอีกฝั่งหนึ่ง จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ไหล่ถนนของช่องเดินรถที่สวนมา ส่วนรถกระบะคันสีดำ พบรอยบุบยุบ รอยเจาะ รอยครูดถลอกและล้อหน้าขวาพบรอยแตก หลังชนรถกระบะคันสีดำยังเกิดการครูดไปกับถนนจนกระทั่งไปชนเสาไฟส่องสว่างข้างถนนหักอีก 2 ต้น แสดงว่า รถทั้งสองคันมีการชนกันอย่างแรงมากและขณะที่ชนรถกระบะแล่นมาด้วยความเร็วที่สูง แล้วชนรถจักรยานยนต์คันสีเหลืองที่แล่นมาในช่องเดินรถเดียวกันที่แล่นอยู่ข้างหน้า ดังนั้น การที่จำเลยขับรถมายังที่เกิดเหตุด้วยความเร็วสูงมากในขณะที่มีฝนตกและถนนลื่นยากต่อการบังคับรถ ทั้งเป็นบริเวณที่มีการก่อสร้างทางข้างถนนมาตลอดทางก่อนถึงที่เกิดเหตุ ในที่เกิดเหตุซึ่งมีทางแยกเข้าหมู่บ้านและทางกลับรถ จำเลยต้องใช้ความระมัดระวังโดยไม่ขับด้วยความเร็วเกินสมควรและต้องเว้นระยะห่างจากรถข้างหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดได้โดยปลอดภัย แต่กลับขับมาด้วยความเร็วสูงมาก จำเลยไม่ชะลอความเร็วเมื่อถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางแยกและที่กลับรถโดยไม่ปรากฏรอยห้ามล้อ จึงเป็นเหตุให้เกิดการเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ร้องที่ 2 ขับมาข้างหน้าที่บริเวณด้านหลังซ้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 2 ได้รับบาดเจ็บสาหัส เส้นเลือดขาขวาขาด กระดูกขาขวาแตก ต้องตัดขาขวา ส่วนกระดูกส้นเท้าซ้ายหักต้องดามเหล็กเป็นผู้พิการตลอดชีวิต และทำให้นางสาวสุภาพรถึงแก่ความตาย พฤติการณ์เกิดจากความ ประมาท อย่างร้ายแรงของจำเลย ซึ่งหากเกิดจากผู้ร้องที่ 2 ขับรถตัดหน้ากะทันหันอย่างที่จำเลยต่อสู้แล้วย่อมต้องเกิดการเฉี่ยวชน โดยเกิดการเฉี่ยวที่กันชนด้านหน้าซ้ายของรถกระบะคันที่จำเลยขับกับบริเวณด้านขวาของรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ร้องที่ 2 ขับ แต่จำเลยกลับให้การปฏิเสธต่อสู้คดีมาโดยตลอดว่าผู้ร้องที่ 2 ขับรถตัดหน้า ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้พยายามบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้ร้องทั้งสามซึ่งได้รับผลกระทบจากการกระทำของจำเลย ตั้งแต่หลังจากจำเลยออกจากโรงพยาบาลจนกระทั่งมีการอ่านศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังเป็นเวลานานถึง 2 ปีเศษ จึงปรากฏว่าจำเลยเพิ่งนำเงิน 10,000 บาท และ 3,000 บาท มาวางศาลให้แก่ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ในระหว่างที่จำเลยขอขยายเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 3 และที่ 4 อันมีลักษณะเป็นการนำเงินมาวางต่อศาลเพื่อหวังผลในทางคดีเท่านั้น ทั้งมีสัดส่วนที่น้อยกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก สำหรับสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญาประกันภัยภาคบังคับที่จำเลยอ้างมาท้ายฎีกานั้น พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 22 บัญญัติว่า "การได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 ไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้บริษัทหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 มาตรา 23 หรือมาตรา 24 ให้แก่ผู้ประสบภัยให้เสร็จสิ้นภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ทั้งนี้ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิด" ซึ่งจะเห็นได้ว่า กฎหมายมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริษัทรับประกันภัยหรือกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ทั้งมาตรา 31 บัญญัติว่า "ในกรณีความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก หรือเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความ ประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัย เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยหรือเมื่อหน่วยงานตามมาตรา 8 (1) (2) (3) หรือเจ้าของรถตามมาตรา 8 (4) ได้จ่ายเงินคืนกองทุนตามมาตรา 32 ไปแล้วเป็นจำนวนเงินเท่าใดให้บริษัท หรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย หรือหน่วยงานตามมาตรา 8 (1) (2) (3) หรือเจ้าของรถตามมาตรา 8 (4) แล้วแต่กรณี มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าวหรือมีสิทธิเรียกให้ผู้ประสบภัยคืนเงินดังกล่าวได้" ทำให้เห็นได้ว่า การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นนี้ไม่ได้จ่ายกันเสร็จเด็ดขาด แต่ยังมีสิทธิไล่เบี้ยและสิทธิเรียกคืนจากผู้ประสบภัยได้ ดังนั้น ค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งหมายความว่า ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น ทั้งนี้ ตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 20 และบริษัทประกันภัยซึ่งหมายถึง บริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการประเภทประกันภัยรถยนต์ ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อบริษัทประกันภัยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันกับผู้ร้องที่ 1 จึงไม่ใช่กระทำเพื่อยุติข้อพิพาทในมูลละเมิดของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่กระทำขึ้นเพื่อตกลงยุติข้อพิพาทตามสัญญาประกันวินาศภัย ที่ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นตามกฎหมาย โดยเฉพาะข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความระบุไว้เพียงเฉพาะแต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนค่าปลงศพเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงิน 70,000 บาท ด้วย จึงมีผลให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดในเงินจำนวนที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับบริษัทผู้รับประกันภัยในค่าปลงศพเท่านั้น ทั้งไม่ได้ตกลงที่จะยุติข้อพิพาทในส่วนค่าสินไหมทดแทนในส่วนอื่นที่จำเลยจะต้องชำระแก่ผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 ด้วย แม้จะมีข้อตกลงในสัญญาว่า ผู้ร้องที่ 1 ในฐานะผู้รับสัญญาตกลงไม่เรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อบริษัทประกันภัยและผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีกต่อไป โดยให้ถือว่ามูลละเมิดระงับสิ้นไปก็ตาม เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยจะตกลงระงับเพียงข้อพิพาทที่ตนมีตามหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น จึงไม่อาจจะกำหนดให้มีผลเกินเลยไปถึงมูลหนี้ละเมิดทั้งหมดได้ มิฉะนั้น จะทำให้บริษัทประกันภัยละเว้นที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมายจากเจ้าของรถ จำเลยหรือผู้ร้องที่ 2 ในฐานะผู้ขับขี่ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัยตามหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมายตามมาตรา 31 ได้ นอกจากนี้ยังมีลักษณะเป็นการนำเงินค่าเสียหายเบื้องต้นที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้นไปใช้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไประงับหนี้ละเมิดในส่วนของค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่นได้อีก อันเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ทั้งบริษัทประกันภัยไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่จะตกลงระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทคนละส่วนกับที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมแล้วจึงเห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ในระหว่างฎีกาจำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระให้แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 24,000 บาท และชำระแก่ผู้ร้องที่ 3 เป็นเงิน 13,000 บาท ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขในส่วนความรับผิดในทางแพ่งของจำเลยให้ถูกต้อง โดยให้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปคิดหักออกจากเงินค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระแก่ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 โดยหักชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่าขาดไร้อุปการะแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 70,000 บาท และให้นำเงินที่ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ได้รับ 24,000 บาท และ 13,000 บาท ตามลำดับ หักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระแก่ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 โดยหักชำระดอกเบี้ยก่อนหากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7754/2568 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นาง ส. กับพวก ผู้ร้อง นาย พ. จำเลย ป.พ.พ. ม. 850 , ม. 887 พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 22 , ม. 25 , ม. 31