ฎีกาที่ 3161/2568
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
พ.ร.บ. วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดย ประมาท หรือความผิดลหุโทษ ไม่ว่าเวลาใดก่อนมีคำพิพากษา ศาลมีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของจำเลย ตลอดจนสภาพความผิดและเหตุอื่นอันควรปรานี พร้อมทั้ง ความเห็นตามมาตรา 6 (3) แล้วรายงานต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาได้" และมาตรา 13 บัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบ แต่ถ้าศาลจะใช้รายงานและความเห็นเช่นว่านั้นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ให้ศาลแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้..." ข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุอื่นอันควรปรานีตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว และข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลย่อมมีอำนาจนำมารับฟังประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้โดยพนักงานคุมประพฤติไม่จำต้องนำพยานบุคคลมาสืบประกอบตามมาตรา 13
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 และให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 2,590,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 (ที่ถูก มาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83) จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 2,590,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 1,690,000 บาท แก่ผู้เสียหาย โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้เพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติที่ว่า ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายแล้ว 900,000 บาท มาหักออกจากจำนวนเงิน 2,590,000 บาท ที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนแก่ผู้เสียหาย คงให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 1,690,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดย ประมาท หรือความผิดลหุโทษ ไม่ว่าเวลาใดก่อนมีคำพิพากษา ศาลมีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของจำเลย ตลอดจนสภาพความผิดและเหตุอื่นอันควรปรานี พร้อมทั้งความเห็นตามมาตรา 6 (3) แล้วรายงานต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาได้" และมาตรา 13 บัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมี พยานบุคคลประกอบ แต่ถ้าศาลจะใช้รายงานและความเห็นเช่นว่านั้นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ให้ศาลแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้ ..." ข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุอื่นอันควรปรานีตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลย่อมมีอำนาจนำมารับฟังประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้โดยพนักงานคุมประพฤติไม่จำต้องนำพยานบุคคลมานำสืบประกอบ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และแม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยเคยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จะนำเงินจำนวน 2,590,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 23 มีนาคม 2566 ตามที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ดังที่โจทก์กล่าวในฎีกา แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวยังปรากฏด้วยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบเสาะและพินิจจำเลย และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไปยังผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 2 ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ต่อมาผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 2 ส่งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติมายังศาลชั้นต้น ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2566 โดยในส่วนที่เกี่ยวกับความเสียหายและการบรรเทาผลร้าย ข้อ 3.2 มีข้อความว่า "ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นเงิน 2,590,000 บาท จำเลยรับว่าภายหลังจากที่จำเลยลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทฯ จำเลยยังไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายใดให้แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยให้ถ้อยคำว่ายินยอมชดใช้ หากผู้เสียหายเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โดยผู้เสียหายให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติว่า ผู้เสียหายได้เจรจาเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายกับจำเลยหรือตัวแทนบริษัทฯ ว่า จำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 300,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายมาแล้ว จำนวน 3 เดือน เป็นเงินจำนวน 900,000 บาท ยังค้างชำระอีกจำนวน 1,690,000 บาท โดยผู้เสียหายประสงค์เรียกร้องค่าเสียหายตามจำนวนเงินที่ยังคงค้างชำระ" แสดงว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายแล้วเป็นเงิน 900,000 บาท เป็นข้อเท็จจริงที่พนักงานคุมประพฤติได้มาจากการให้ถ้อยคำของผู้เสียหายเอง ภายหลังจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจะนำเงินจำนวน 2,590,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 23 มีนาคม 2566 เป็นเวลาเดือนเศษ ประกอบกับในคำฟ้องฎีกาของโจทก์ โจทก์มิได้ยืนยันว่า ผู้เสียหายยังไม่ได้รับเงินจำนวน 900,000 บาท จากจำเลย กรณีจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยแล้วเป็นเงิน 900,000 บาท ตามที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติ การที่ศาลอุทธรณ์นำจำนวนเงินดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนเงินค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้แก่ผู้เสียหายตามคำขอท้ายฟ้องเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3161/2568 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย ณ. จำเลย ป.อ. ม. 83 , ม. 341 พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 11 , ม. 13