ฎีกาที่ 8252/2568
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยขู่เข็ญไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ส่งเสียงร้อง และข่มขู่ห้ามมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกกับผู้อื่น จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายฟ้องว่า จำเลยได้กระทำการขู่เข็ญโดยห้ามมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกกับผู้อื่น ซึ่งเพียงพอทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว หาทำให้คำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ.มาตรา 158 (5) ไม่ โจทก์บรรยายในคำฟ้องว่า เหตุตามฟ้องเกิดที่ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดนครราชสีมา และตำบลนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เกี่ยวพันกัน ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การกระทำความผิดของจำเลยในครั้งที่ 1 และที่ 2 เหตุเกิดที่บ้านมารดาจำเลยที่จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ จำเลยยังกระทำความผิดในครั้งอื่นที่บ้านและที่อื่นในเขตอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมและเกิดขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ เกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร โนนดินแดงซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ ย่อมมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยตาม ป.วิ.อ.มาตรา 19 (4) และมาตรา 24 (1) สำหรับค่าสินไหมทดแทนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำ ละเมิด ต่อผู้ร้อง แม้ผู้ร้องมิได้ฎีกาในส่วนแพ่ง ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ศ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 2 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าทำขวัญ เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำ ละเมิด เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้กระทำ ละเมิด จึงไม่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสองและวรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 60 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 36 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กับให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำ ละเมิด (วันที่ 1 กันยายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ศ. ผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 9 ปีเศษ (เกิดวันที่ 27 กรกฎาคม 2556) เป็นบุตรของนางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 2 กับนาย ย. จำเลยเป็นอาเขยของผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 นาง ซ. ย่าของผู้เสียหายที่ 1 เด็กหญิง น. หรือ ฟ. พี่สาวของผู้เสียหายที่ 1 อายุ 12 ปี และบุตรของจำเลย 2 คน อายุ 6 ปี และ 4 ปี ณ บ้านที่อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นบ้านของนาง ซ. ภริยาของจำเลยเป็นบุตรบุญธรรมของนาง ซ. ภริยาจำเลยไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีตั้งแต่ปี 2562 ช่วงขณะเกิดเหตุตามฟ้องโจทก์ จำเลยเคยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านนาง ต. มารดาจำเลยที่อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา 2 ครั้ง หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลและแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรโนนดินแดงให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แพทย์ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 พบร่องรอยฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจรรย์ ไม่พบแผลใหม่ ไม่พบเลือดออก สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามฟ้องโจทก์ข้อ 1.13 และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามฟ้องโจทก์ข้อ 1.15 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาทำนองว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าความผิดตามข้อกล่าวหาข้อใดเกิดขึ้นที่อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ และข้อใดเกิดขึ้นที่อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้เพราะไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง และคำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำการขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 อย่างไร ประกอบกับสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด 2 ครั้ง เกิดขึ้นที่บ้านมารดาจำเลย ณ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นคนละเหตุการณ์และคนละตอนกับเหตุการณ์ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดในครั้งอื่นซึ่งเกิดขึ้นในเขตอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมิได้มีความเกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโนนดินแดงจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1.2 ข้อ 1.4 ข้อ 1.6 ข้อ 1.8 ข้อ 1.10 และข้อ 1.12 ทำนองว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยขู่เข็ญไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ส่งเสียงร้องและข่มขู่ห้ามมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกกับผู้อื่น จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำการขู่เข็ญโดยห้ามมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกกับผู้อื่น ซึ่งเพียงพอทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว หาทำให้คำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ไม่ ส่วนเรื่องสถานที่เกิดเหตุและเหตุที่เกิดขึ้นมีความเกี่ยวพันกันหรือไม่นั้น เห็นได้ว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยอ้างว่าจำเลยเป็นคนเดียวซึ่งกระทำความผิดหลายฐานต่างกัน โดยโจทก์บรรยายในคำฟ้องว่า เหตุตามฟ้องคดีนี้เกิดที่ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดนครราชสีมา และตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เกี่ยวพันกัน ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 เบิกความถึงการกระทำความผิดของจำเลยในครั้งที่ 1 และที่ 2 ว่าเหตุเกิดที่บ้านของมารดาจำเลยที่จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ จำเลยยังกระทำความผิดในครั้งอื่นที่บ้านและที่อื่นในเขตอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ฉะนั้น การกระทำของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ จึงเป็นความผิดหลายกรรม และเกิดขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ เกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโนนดินแดงซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ ย่อมมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (4) และมาตรา 24 (1) ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุเพียง 9 ปีเศษ นับว่าอยู่ในวัยที่ไม่ประสีประสาเรื่องในทางเพศ และเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เกิดขึ้นในหลายสถานที่และหลายครั้งแตกต่างกันไป ทั้งที่บ้านของมารดาจำเลยที่จังหวัดนครราชสีมา ที่ศาลาริมน้ำ เขื่อนคลองมะนาว จังหวัดบุรีรัมย์ ในรถกระบะที่ลานจอดรถบริเวณอนุสาวรีย์เราสู้ ในห้องนอนของจำเลยที่บ้าน และจำเลยจับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ขณะดูพลุอยู่ในบ้าน ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความต่อศาลผ่านนักสังคมสงเคราะห์เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ในแต่ละสถานที่และแต่ละครั้งได้อย่างละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องยากและเกินกว่าวัยดังเช่นผู้เสียหายที่ 1 จะคิดหรือจินตนาการเรื่องขึ้นเองได้หากไม่ใช่เหตุการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 ประสบมาด้วยตนเอง หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เด็กหญิง น. พี่สาวผู้เสียหายที่ 1 และเพื่อน ๆ ในกลุ่มของผู้เสียหายที่ 1 ฟัง เนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 อึดอัดใจ จากนั้นเพื่อน ๆ พาผู้เสียหายที่ 1 ไปพบกับนาย บ. ซึ่งเป็นครูประจำชั้น โดยโจทก์มีนาย บ. เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้มาพบและบอกว่าถูกจำเลยกระทำชำเราหลายครั้ง จึงแจ้งเรื่องให้นางสาว ส. มารดาผู้เสียหายที่ 1 ทราบ จากนั้นพาผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล สอดคล้องกับผลการตรวจชันสูตรของแพทย์ว่าพบรอยฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจรรย์ แสดงว่าผ่านการร่วมประเวณี พฤติการณ์ที่จำเลยกระทำความผิดในแต่ละครั้งแต่ละสถานที่ดังที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปตามสถานการณ์และโอกาส ประกอบกับความไม่ประสีประสาของเด็กที่อาจถูกชักจูง ล่อลวง ถูกข่มขู่ หรือขู่เข็ญทำให้หวาดกลัวได้โดยง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใหญ่ การที่จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 และพูดจากับผู้เสียหายที่ 1 ว่าอย่าบอกใครนั้น ย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กรู้สึกหวาดกลัว จึงเป็นการกระทำโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หากผู้เสียหายที่ 1 ไม่เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ผู้เกี่ยวข้องฟังดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความ ก็ยากที่บุคคลอื่นจะล่วงรู้ได้ ด้วยเหตุผลดังที่วินิจฉัยมา คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านของมารดาจำเลยที่จังหวัดนครราชสีมา 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 นาง ซ. ซึ่งเป็นย่าของผู้เสียหายที่ 1 อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปกับจำเลย และครั้งที่ 2 นาง ซ. ไปด้วย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร นั้น เห็นว่า การที่ย่าของผู้เสียหายที่ 1 อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปกับจำเลย หรือย่าของผู้เสียหายที่ 1 ไปจังหวัดนครราชสีมากับผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยด้วยนั้น มิได้มีความหมายไปถึงขนาดว่าอนุญาตให้จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร เมื่อจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านของมารดาจำเลยที่จังหวัดนครราชสีมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบกับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามมาตรา 277 วรรคสอง ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ตามมาตรา 279 วรรคสองและวรรคสาม ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามมาตรา 317 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายอาญา นั้น ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นความผิดทั้งสิ้น ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าผู้เสียหายที่ 1 มีพฤติการณ์ส่อไปในทางสมยอมกับจำเลย จึงไม่อาจนำมาเป็นเหตุแก้ตัวให้พ้นผิดไปได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง พยานจำเลยไม่อาจหักล้างได้ จำเลยจึงมีความผิด และพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และรูปคดีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อฎีกาในประการอื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับค่าสินไหมทดแทนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำ ละเมิด ต่อผู้ร้อง แม้ผู้ร้องมิได้ฎีกาในส่วนแพ่ง ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่ง ละเมิด ที่จำเลยกระทำต่อผู้ร้องแล้ว เห็นว่า จำนวนค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดมานั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่ง จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8252/2568 พนักงานอัยการ โจทก์ เด็กหญิง ศ. โดยนางสาว ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ร้อง นาย ส. จำเลย ป.วิ.อ. ม. 19 (4) , ม. 24 (1) , ม. 158 (5) , ม. 195 วรรคสอง , ม. 225