ฎีกาที่ 7724/2568
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (6) ให้คำนิยาม คำว่า "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง แต่ไม่หมายถึงการที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย เมื่อคำว่า "มีไว้ในครอบครอง" มิได้มีบทบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำเอาหลักกฎหมายทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทำเป็นสำคัญด้วย การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิดการโต้เถียง แล้วเดินไปที่รถกระบะนำอาวุธปืนของ ส. ออกยิงข่มขู่ผู้เสียหายนั้น ถือว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นแล้ว ฉะนั้นการหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตนแม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว โดยมีเจ้าของอาวุธปืนผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอยู่ร่วมด้วยในที่เกิดเหตุก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นโดยเจตนาอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม เมื่อจำเลยเดินทางไปหา ส. และเล่าเหตุพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายให้ฟัง พร้อมทั้งชวน ส. ไปที่บ้านผู้เสียหาย โดยจำเลยขับรถกระบะของ ส. มี ส. นั่งโดยสาร ส. ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนได้นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วยโดยเก็บไว้ในรถกระบะของตน ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนนั้นไว้หรือไม่ การครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังเป็นของ ส. ผู้เป็นเจ้าของ ไม่อาจถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะพาอาวุธปืน จึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร หลังจากนั้นหากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถกระบะซึ่งจอดภายในรั้วบ้านของผู้เสียหายเข้ามาที่วงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ อาวุธปืนก็คงอยู่ภายในรถกระบะ ไม่อาจนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อผู้อื่นได้ การที่จำเลยกลับไปนำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะที่จอดหน้าบ้านเกิดเหตุเข้ามาในวงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่ในเมือง หรือหมู่บ้านแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 8 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 8 ปี 12 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ เป็นเพื่อนกันมาประมาณ 10 ปี ก่อนเกิดเหตุจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อแทนผู้เสียหาย เนื่องจากผู้เสียหายเป็นบุคคลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือทางการเงิน ไม่สามารถเช่าซื้อรถเองได้ โดยตกลงกันว่าผู้เสียหายจะเป็นคนผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเอง ต่อมาผู้เสียหายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อประมาณ 6 งวด ทำให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือทวงถามมายังจำเลย จำเลยทวงถามผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายเพิกเฉย วันเกิดเหตุเวลากลางวันจำเลยไปปรึกษากับนายสุนทรทิพย์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ต่อมาเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์ โดยมีนายสุนทรทิพย์นั่งข้างคนขับไปที่บ้านของผู้เสียหาย เมื่อไปถึงจำเลยใช้ให้นายคมกฤษ บุตรเลี้ยงผู้เสียหายไปซื้อสุรามา 1 ขวด ระหว่างที่จำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ร่วมกันนั่งดื่มสุรา จำเลยบอกให้ผู้เสียหายนำรถกระบะที่ผู้เสียหายใช้ชื่อของจำเลยในการทำสัญญาเช่าซื้อไปคืนโดยเร็ว เพราะจำเลยถูกบริษัทผู้ให้เช่าซื้อทวงถามแล้ว จากนั้นจำเลยกับผู้เสียหายเกิดโต้เถียงกัน จำเลยลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งแล้วเดินออกไปจากวงสุราครู่หนึ่งจึงเดินกลับมานั่งที่เดิม หลังจากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียนกท 504XXXX ซึ่งเป็นของนายสุนทรทิพย์ ยิงออกไป 2 นัด นายคมกฤษซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ วงสุราใช้ท่อนไม้ตีท้ายทอยของจำเลย ทำให้จำเลยทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นบ้าน นายคมกฤษกับนายสุนทรทิพย์เข้ายื้อแย่งอาวุธปืน ทำให้กระสุนปืนลั่นขึ้น 2 ถึง 3 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณท้ายทอยของนายคมกฤษ นายคมกฤษผลักนายสุนทรทิพย์จนล้มลงนอนหงายบนพื้นบ้าน เมื่อนายคมกฤษแย่งอาวุธปืนของกลางจากมือนายสุนทรทิพย์ได้ จึงใช้ด้ามอาวุธปืนของกลางตีศีรษะนายสุนทรทิพย์ 2 ครั้ง จากนั้นนายคมกฤษนำอาวุธปืนดังกล่าวไปโยนทิ้งบริเวณพงหญ้าข้างบ้านที่เกิดเหตุ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกอดิศักดิ์ ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุว่ามีเหตุยิงกัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วเดินทางไปยังที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว โครงหลังคาเหล็ก หน้าบ้านเปิดโล่ง จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณลานกลางบ้าน ไม่มีฝาผนังกั้น พบรอยคราบเลือด 2 จุด บริเวณที่จำเลยและนายสุนทรทิพย์นั่งพบรอยกระสุนที่ตู้กับข้าวที่อยู่เยื้องไปประมาณ 2 ถึง 3 เมตร ทางด้านหลังที่นั่งของผู้เสียหาย ตรวจพบหัวกระสุนรวม 2 หัว ในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ จัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาไว้ เมื่อไปถึงทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ คือนายคมกฤษ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทุ่งสงแล้ว มีบาดแผลกระสุนปืนทางเข้ารูปร่างกลม เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 1 เซนติเมตร บริเวณหนังศีรษะด้านซ้าย และทะลุออกหนังศีรษะด้านหลัง เป็นบาดแผลกระสุนปืนทางออกรูปร่างรี เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ไม่พบเขม่าดินปืนรอบแผล ไม่มีกะโหลกศีรษะแตก พบอาวุธปืนสั้น ขนาด .38 ยี่ห้อ SMITH & WESSON สีสเตนเลส ความยาวลำกล้อง 2 นิ้ว เครื่องหมายทะเบียนกท 504XXXX จำนวน 1 กระบอก มีคราบเลือดติดอยู่ที่ตัวปืน ที่บริเวณพื้นดินภายในสวนปาล์มข้างบ้าน เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้ และพบกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 15 นัด อยู่ในกระเป๋าสะพายแบบมีซิป สีน้ำเงินดำ ที่วางอยู่บริเวณเบาะที่นั่งข้างคนขับภายในรถกระบะตอนครึ่ง ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา หมายเลขทะเบียนผจ XXXX นครศรีธรรมราช ซึ่งจอดอยู่บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุ วันที่ 30 ธันวาคม 2563 ร้อยตำรวจเอกเริงชัย พนักงานสอบสวน จัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุไว้ ถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุและอาวุธปืนที่ตรวจยึดได้ไว้ จัดให้บุคคลนั่งในตำแหน่งเดียวกันกับขณะเกิดเหตุ และถ่ายรูปไว้ โดยให้จำเลยลงลายมือชื่อรับรองไว้ในฐานะผู้ต้องหา จากนั้นส่งอาวุธปืน กระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน และหัวกระสุนปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจพิสูจน์พบว่า ปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลางที่พบในที่เกิดเหตุ ใช้ยิงมาจากอาวุธปืนของกลางที่ตรวจยึดได้ ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 ตรวจสอบแล้วไม่พบชื่อจำเลยในฐานข้อมูลทะเบียนอาวุธปืน ตามหนังสือแจ้งตรวจสอบทะเบียนอาวุธปืน ลงวันที่ 23 เมษายน 2564 และข้อมูลทะเบียนอาวุธปืน วันที่ 31 ธันวาคม 2563 จับกุมจำเลยได้ตามหมายจับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาในทำนองว่า จำเลยมีเจตนายิงปืนเพื่อขู่ผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เห็นว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบฟังได้ว่า จำเลย ผู้เสียหายและนายสุนทรทิพย์เป็นเพื่อนกันมานานประมาณ 10 ปี จำเลยกับนายสุนทรทิพย์มักมาหาผู้เสียหายที่บ้านเป็นประจำเกือบทุกวัน แสดงว่าผู้เสียหายกับจำเลยมีความสนิทสนมกัน และจำเลยไว้เนื้อเชื่อใจผู้เสียหายถึงขนาดที่จำเลยยินยอมทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะแทนผู้เสียหาย ส่วนสาเหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงในคดีนี้มาจากเหตุที่ผู้เสียหายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ เป็นเหตุให้จำเลยถูกบริษัทผู้ให้เช่าซื้อติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ วันเกิดเหตุจำเลยตั้งใจจะไปเจรจาและทวงถามให้ผู้เสียหายจ่ายค่าเช่าซื้อและคืนรถกระบะให้แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อเท่านั้น ไม่ใช่เหตุร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยจะต้องเอาชีวิตผู้เสียหายทั้งเมื่อไปถึงจำเลยก็ไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายในทันที แต่กลับนั่งดื่มสุราร่วมกันก่อนแล้วจึงค่อยพูดคุยเรื่องรถกระบะที่จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อแทนผู้เสียหายเป็นเหตุให้มีการโต้เถียงกัน และนำไปสู่การใช้อาวุธปืนยิงในที่สุด เมื่อพิจารณาจากลักษณะการนั่งร่วมวงดื่มสุรากันระหว่างจำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ นั้น เห็นได้ว่า เป็นการนำลังไม้รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีด้านยาวประมาณ 1.5 เมตร มาใช้แทนโต๊ะ จำเลยนั่งเก้าอี้บริเวณริมขอบลังไม้ทางด้านกว้าง นายสุนทรทิพย์นั่งเก้าอี้หันหน้าเข้าหาลังไม้ทางด้านยาวตรงกึ่งกลาง ส่วนผู้เสียหายนั่งอยู่บนลังไม้ฝั่งตรงข้ามสูงกว่าจำเลย ลักษณะกึ่งหันข้างให้จำเลย เป็นการนั่งแบบใกล้ชิด ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายมีระยะห่างกันประมาณ 2 ช่วงแขนเท่านั้น หากจำเลยยื่นมือที่ถือปืนเหยียดตรงออกไปปลายกระบอกปืนกับตัวผู้เสียหายน่าจะห่างกันไม่เกิน 1 ช่วงแขน ถึงแม้ปืนที่จำเลยใช้จะเป็นปืนที่มีลำกล้องสั้นแต่ระยะ 1 ช่วงแขน แทบจะเรียกว่าจ่อยิงได้แล้ว จำเลยสามารถยิงเอาชีวิตผู้เสียหายได้ไม่ยากหากประสงค์จะเอาชีวิตผู้เสียหาย ทั้งปรากฏจากทางนำสืบโจทก์ว่า ขณะที่จำเลยเล็งปืนแล้วยิงนั้น ผู้เสียหายไม่ได้หลบ โดยผู้เสียหายเบิกความอ้างว่า เหตุที่ไม่ได้หลบเพราะไม่คิดว่าจำเลยจะยิงจริง สอดคล้องกับที่นางอารีย์ ภริยาผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนั้น ผู้เสียหายนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้หลบ ซึ่งพฤติกรรมของผู้เสียหายในข้อนี้ขัดกับสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ที่น่าจะต้องหลบหลีกภยันตรายต่อชีวิตร่างกาย มิใช่นั่งอยู่กับที่เฉยๆ ดังนั้น การที่ผู้เสียหายไม่หลบ คงนั่งอยู่ที่เดิม จึงน่าเชื่อว่าเป็นเพราะผู้เสียหายเชื่อว่า จำเลยไม่น่าจะยิงตนด้วยเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงเอาปืนออกมาจ้องขู่เท่านั้น ประกอบกับที่นายคมกฤษ บุตรเลี้ยงของผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เห็นจำเลยยิงปืน 2 นัด แล้วลดอาวุธปืนลงวางที่ขา นายคมกฤษจึงหยิบไม้แล้วเข้าไปตีที่ศีรษะจำเลย แสดงว่าก่อนที่นายคมกฤษจะใช้ไม้ตีที่ศีรษะจำเลย เหตุการณ์ยิงได้ยุติลงแล้ว และหลังจากนั้นจึงมีการยื้อแย่งปืนกัน จนเป็นเหตุให้มีปืนลั่นขึ้นอีก 2 ถึง 3 นัด แสดงว่าในลูกโม่ปืนยังคงมีกระสุนปืนอยู่ ดังนั้น หากจำเลยประสงค์ต่อชีวิตของผู้เสียหายจริง จำเลยสามารถยิงซ้ำได้อีกหลายนัด เพราะผู้เสียหายยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้หลบไปไหน เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาประมาณ 10 ปี ทั้งเหตุที่ผู้เสียหายทะเลาะกับจำเลยก็เป็นเพียงจำเลยถูกทวงถามจากผู้ให้เช่าซื้อซึ่งยังไม่มีการฟ้องร้อง บังคับคดี หรือผู้เสียหายปฏิเสธความรับผิดชอบ ทั้งฝ่ายผู้เสียหายเองต่างเบิกความยืนยันว่ารับปากจำเลยแล้วว่าจะนำรถกระบะไปคืนให้ผู้ให้เช่าซื้อในวันรุ่งขึ้นแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จำเลยต้องมุ่งหมายเอาชีวิตผู้เสียหาย การที่จำเลยจ่อยิงผู้เสียหายในระยะใกล้ แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายและไม่ได้ยิงซ้ำอีกทั้งที่ยังมีโอกาส แม้ทิศทางของกระสุนจะพุ่งไปถูกตู้กับข้าวที่วางอยู่เยื้องกับผู้เสียหายที่ด้านหลัง ก็ไม่ใช่เหตุให้สิ้นสงสัยว่าจำเลยจะมิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายเมื่อทางนำสืบโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ ทางนำสืบโจทก์มีนายคมกฤช บุตรเลี้ยงของผู้เสียหาย และนางอารีย์ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุนายสุนทรทิพย์และจำเลยขับรถกระบะมาที่บ้านของผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหาย นายสุนทรทิพย์ และจำเลยร่วมกันดื่มสุราแล้วเกิดการโต้เถียงกันขึ้น จำเลยลุกเดินไปเข้าห้องน้ำที่บริเวณห้องครัวหลังบ้าน 2 ครั้ง พยานทั้งสองทราบจากหลานในวันรุ่งขึ้นว่าเห็นจำเลยใส่กระสุนปืนและชักอาวุธปืนเล่น จากนั้นจำเลยเดินกลับมานั่งและชักอาวุธปืนจากเอวเล็งยิงผู้เสียหาย โดยนายคมกฤษเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านด้วยว่า ไม่เห็นว่าจำเลยพกพาอาวุธปืนมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ มาสังเกตเห็นเมื่อจำเลยหยิบอาวุธปืนออกมายิงแล้ว ส่วนผู้เสียหายเบิกความว่าเห็นจำเลยเดินไปเข้าห้องน้ำหลังบ้าน เมื่อกลับก็หยิบอาวุธปืนออกมายิง แต่เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยเดินไปที่รถกระบะและเดินกลับมานั่งที่เดิมโดยหยิบอาวุธปืนออกมาจากรถด้วย คำเบิกความของนายคมกฤษ นางอารีย์ และผู้เสียหาย แม้อยู่ร่วมในที่เกิดเหตุโดยเป็นประจักษ์พยาน แต่กลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าขณะที่จำเลยนำอาวุธปืนออกมาก่อเหตุนั้นเป็นช่วงเวลาใด นายคมกฤษและนางอารีย์รับฟังข้อเท็จจริงว่าเห็นจำเลยบรรจุกระสุนในห้องน้ำจากหลานอีกทอดหนึ่ง ทั้งผู้เสียหายเองก็เบิกความกลับไปกลับมาไม่น่าเชื่อถือ ส่วนจำเลยเบิกความว่า ขณะเดินทางมาจำเลยไม่สังเกตเห็นอาวุธปืนในรถ เพิ่งมาเห็นภายหลังที่เดินกลับมาที่รถเพื่อหยิบบุหรี่ จึงเห็นอาวุธปืนอยู่ในซองหนังและปลายกระบอกโผล่พ้นออกมาวางอยู่บริเวณที่นั่งด้านข้างคนขับ จึงนำมาเหน็บไว้ที่เอว เห็นได้ว่าคำเบิกความของผู้เสียหายเจือสมกับจำเลย จึงมีน้ำหนักมั่นคงน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยลุกออกจากวงสนทนาเดินกลับไปที่รถกระบะแล้วนำอาวุธปืนออกมาใช้ยิงผู้เสียหาย เมื่อโจทก์นำสืบว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ส่วนนายสุนทรทิพย์เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ตามข้อมูลทะเบียนอาวุธปืนและมีร้อยตำรวจเอกอดิศักดิ์ พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่า อาวุธปืนของกลางเป็นของนายสุนทรทิพย์ สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (6) ให้คำนิยาม คำว่า "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองแต่ไม่หมายถึงการที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย เมื่อคำว่า "มีไว้ในครอบครอง" มิได้มีบทนิยามบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำเอาหลักกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด ประกอบกับพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มีเจตนารมณ์ในการรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ลดอาชญากรรมที่เกิดจากอาวุธปืนและควบคุมการมีอาวุธปืนและจัดสรรอย่างเป็นระบบ ประกอบกับการพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทำเป็นสำคัญด้วย การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิดการโต้เถียง แล้วเดินไปที่รถกระบะนำอาวุธปืนของนายสุนทรทิพย์ยิงข่มขู่ผู้เสียหายนั้น ถือว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นแล้ว ฉะนั้นการหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตน แม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว โดยมีเจ้าของอาวุธปืนผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุด้วยก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นโดยเจตนาอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเดินทางไปหานายสุนทรทิพย์และเล่าเหตุพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายให้ฟัง พร้อมทั้งชวนนายสุนทรทิพย์ไปที่บ้านผู้เสียหาย โดยจำเลยเป็นผู้ขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์ มีนายสุนทรทิพย์นั่งโดยสารนายสุนทรทิพย์ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนได้นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วย โดยเก็บอาวุธปืนไว้ในรถกระบะของตน ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนนั้นไว้หรือไม่ การครอบครอง ควบคุมและเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังเป็นของนายสุนทรทิพย์ผู้เป็นเจ้าของ การกระทำของจำเลยส่วนนี้ไม่อาจถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะพาอาวุธปืนดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร อย่างไรก็ตามพฤติการณ์หลังจากนั้นเห็นได้ว่า หากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถกระบะซึ่งจอดภายในรั้วบ้านของผู้เสียหายเข้ามาที่วงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ อาวุธปืนก็คงอยู่ภายในรถกระบะ ไม่อาจนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อสู้ผู้อื่นได้ แต่การที่จำเลยนำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะที่จอดหน้าบ้านเกิดเหตุเข้ามาในวงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหรือหมู่บ้านแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น สำหรับโทษความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7724/2568 พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง โจทก์ นาย จ. จำเลย ป.อ. ม. 371 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 , ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง , ม. 72 วรรคสาม , ม. 72 ทวิ วรรคสอง