ฎีกาที่ 4523/2565
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้การ บังคับคดี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นได้ก็ตาม แต่ทรัพย์จำนองมีราคาประเมินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ประกอบกับเหตุที่การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้น มิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ ดังนั้น การยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้ก่อน แต่ห้ามนำออกขายทอดตลาดจนกว่าจะมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองและได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนจึงค่อยนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ซึ่งไม่ขัดต่อขั้นตอนการ บังคับคดี และน่าจะเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หาทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยแต่ฝ่ายเดียวไม่ โจทก์จึงมีสิทธินำยึดที่ดินดังกล่าวของจำเลยเพิ่มเติมได้
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,173,744.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,890,685.58 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 111510 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ บังคับคดี เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดและอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์อื่นของจำเลย เจ้าพนักงาน บังคับคดี มีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงาน บังคับคดี ต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย และอนุญาตให้ขยายระยะเวลา บังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การ บังคับคดี ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา เมื่อยังไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง จึงยังไม่อาจทราบได้ว่าเมื่อขายแล้วจะพอชำระหนี้หรือไม่ ซึ่งหากได้ราคาเพียงพอก็ไม่จำต้องยึดทรัพย์สินอื่น คำสั่งของเจ้าพนักงาน บังคับคดี จึงชอบแล้ว ส่วนคำขอขยายระยะเวลาในการ บังคับคดี นั้น ไม่ใช่เหตุตามกฎหมายที่จะขอขยายได้ ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธินำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพิ่มเติมหรือไม่ และสมควรขยายระยะเวลา บังคับคดี ของโจทก์ออกไปหรือไม่ เห็นว่า แม้การ บังคับคดี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอันได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนอง ต้นเงิน 2,890,685.58 บาท วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,173,744.38 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 จากนั้นวันที่ 4 เมษายน 2554 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้แทนโจทก์ เจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์จำนอง โดยเจ้าหนี้รายอื่นตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2554 คดีนี้ไม่มีการไต่สวนและไม่มีรายงานข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงาน บังคับคดี ว่าเหตุใดจึงไม่มีการขายทอดตลาด หลังจากนั้นวันที่ 21 กันยายน 2555 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและมีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดคำบังคับวันที่ 6 ตุลาคม 2555 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี ถือได้ว่าโจทก์ขอให้ บังคับคดี แก่ทรัพย์จำนองภายในกำหนดระยะเวลาการ บังคับคดี แล้วและกรณียังไม่พอฟังว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยไม่รีบดำเนินการ บังคับคดี ให้เสร็จสิ้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ว่าจำเลยมีหนี้ค้างชำระคิดถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เป็นเงิน 7,949,315.17 บาท ขณะทรัพย์จำนองมีราคาประเมิน 2,680,000 บาท ทรัพย์จำนองจึงมีราคาประเมินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ประกอบกับเหตุที่การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้น มิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ ดังนั้นการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้ก่อน แต่ห้ามนำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดจนกว่าจะมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองและได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนเสียก่อนจึงค่อยนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ซึ่งไม่ขัดต่อขั้นตอนการ บังคับคดี และน่าจะเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หาทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยแต่ฝ่ายเดียว โจทก์จึงมีสิทธินำยึดที่ดินของจำเลยเพิ่มเติมได้ ส่วนที่โจทก์ขอขยายระยะเวลา บังคับคดี ออกไปนั้น ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งเป็นศาลชั้นที่สุดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลา บังคับคดี วันที่ 11 ธันวาคม 2562 ก่อนสิ้นระยะเวลา บังคับคดี ตามกฎหมาย ถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เห็นสมควรขยายระยะเวลาการ บังคับคดี ให้โจทก์ออกไปอีก 180 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมและไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการ บังคับคดี นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ขยายระยะเวลาการ บังคับคดี ให้โจทก์ 180 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยตามคำขอยึดทรัพย์ของโจทก์ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 แต่ให้รอการขายไว้ก่อนจนกว่าการขายทรัพย์จำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงอนุญาตให้นำที่ดินที่ยึดไว้ดังกล่าวนี้ออกขาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4523/2565 ธนาคาร ท. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์ นาย ช. จำเลย ป.วิ.พ. ม. 23 , ม. 271 (เดิม) , ม. 274