ฎีกาที่ 4028/2564
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เหตุแห่งการทำสัญญาประกันภัยเป็นผลสืบเนื่องมาจากที่ ว. เช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากบริษัท ก. ซึ่งตามกรมธรรม์ประกันภัยแนบท้าย หมวด 2 ข้อตกลงคุ้มครอง และหมวด 4 เงื่อนไขทั่วไป ข้อ 9 ระบุว่า หากทรัพย์สินที่เอาประกันภัยสูญหายจากการลักทรัพย์ โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อไม่เกินมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญา ณ วันที่เกิดความสูญหาย ส่วนที่เหลือ (ถ้ามี) โจทก์จะจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ สูงสุดไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย แสดงให้เห็นว่าภัยที่ผู้เอาประกันภัยยกขึ้นเอาประกันกับโจทก์คือสิทธิและความรับผิดที่เกิดมีขึ้นตามสัญญาเช่าซื้อ และตามข้อตกลงแห่งกรมธรรม์ยังชี้ให้เห็นถึงภัยซึ่งโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรับเสี่ยงมีลักษณะเป็นการคุ้มครองสิทธิและความรับผิดที่เกิดมีขึ้นตามสัญญาเช่าซื้อเช่นกัน เพราะนำมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญามาเป็นเงื่อนไขแห่งความรับผิดในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ผู้รับประกันภัยโดยมีบริษัท ก. ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ แต่ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยนอกจากจะระบุรายละเอียดสัญญาเช่าซื้อไว้ยังได้ระบุถึงทรัพย์สินที่เอาประกันภัยและระบุความคุ้มครองถึงการสูญหายหรือเสียหายโดยสิ้นเชิงของรถจักรยานยนต์ อันเป็นการกำหนดรายการวัตถุที่เอาประกันภัย ถือได้ว่าเป็นการประกันภัยตัวรถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้อ อีกประการหนึ่งด้วย และเงื่อนไขแห่งความรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยรวมถึง ภัยที่จะเกิดแก่รถจักรยานยนต์ด้วย หาใช่เพียงสิทธิหรือความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อเท่านั้นไม่ บริษัท ก. ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์และ ว. ในฐานะผู้ครอบครองจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวัตถุที่เอาประกันภัย กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมีผลผูกพันคู่สัญญา เมื่อรถจักรยานยนต์ถูกโจรกรรมสูญหายไปโดยความ ประมาท ของจำเลย และโจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยแล้ว โจทก์ย่อม เข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยเรียกให้จำเลยผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ได้ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไข ป.พ.พ. มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 40,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 40,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561) ต้องไม่เกิน 1,500 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน 5 กอ กรุงเทพมหานคร 2061 ไว้จากบริษัท ก. และ/หรือนางสาววรรณศิลป์ ผู้เอาประกันภัย ระยะเวลาเริ่มต้นวันที่ 27 ตุลาคม 2559 เวลา 12 นาฬิกา สิ้นสุดวันที่ 27 ตุลาคม 2561 เวลา 12 นาฬิกา มีข้อตกลงคุ้มครองการสูญหายหรือความเสียหายโดยสิ้นเชิงของรถจักรยานยนต์ 40,500 บาท เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 เวลาประมาณ 19.22 นาฬิกา รถจักรยานยนต์ดังกล่าวสูญหายไปขณะจอดอยู่ที่ใกล้ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า ท. ของจำเลย โดยนางสาววรรณศิลป์ขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปจอดยังที่เกิดเหตุเพื่อใช้บริการจากธนาคาร ก. ซึ่งตั้งอยู่ภายในห้างครั้นวันที่ 18 กรกฎาคม 2560 บริษัท ก. ผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ได้รับเงินจากโจทก์เป็นค่าสินไหมทดแทนรถจักรยานยนต์ 40,500 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยยกเหตุผลประกอบข้อฎีกาว่า กรมธรรม์ประกันภัยการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ เป็นการประกันภัยสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ให้เช่าซื้อจะได้รับชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบถ้วน โดยโจทก์นำเอาความสูญหายของรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อมาเป็นเพียงเงื่อนไขในการที่โจทก์จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์เท่านั้น ที่โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ณ วันที่เกิดความสูญหาย ไม่ใช่การประกันภัยตัวรถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้อ เมื่อรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปมีผลให้สัญญาเช่าซื้อระงับ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือ ดังนั้น ที่นางสาววรรณศิลป์เอาประกันภัยหนี้ค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือย่อมถือว่า ผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียในวัตถุที่เอาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 กรมธรรม์ประกันภัยการเช่าซื้อไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับประโยชน์ ดังนั้น โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์มาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 เห็นว่า คดีได้ความจากนางสาววรรณศิลป์ พยานโจทก์ว่า พยานทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากบริษัท ก. มีราคาเงินสด 50,700 บาท ซึ่งยังไม่รวมดอกเบี้ยตามสัญญาเช่าซื้อ ในวันที่ทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์นั้น บริษัท ก. ให้พยานทำสัญญาประกันภัยรถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้อพยานเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัย เห็นได้ว่า เหตุแห่งการทำสัญญาประกันภัยเป็นผลสืบเนื่องมาจากที่นางสาววรรณศิลป์เช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากบริษัท ก. เป็นกรมธรรม์ประกันภัยการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ผู้เอาประกันภัยคือบริษัท ก. ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์ และ/หรือนางสาวรรณศิลป์ ในฐานะผู้เอาประกันภัย และ/หรือผู้ได้รับความคุ้มครอง ผู้รับประโยชน์คือบริษัท ก. ซึ่งในข้อ 5 ระบุรายละเอียดสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อ (ผู้ครอบครอง) คือนางสาววรรณศิลป์ ผู้ให้เช่าซื้อ (ผู้ถือกรรมสิทธิ์) คือ บริษัท ก. ราคาเช่าซื้อ 40,500 บาท ข้อ 6 ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย (รถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญา) ข้อ 7 ข้อตกลงคุ้มครองการสูญหายหรือความเสียหายโดยสิ้นเชิงของรถจักรยานยนต์ 40,500 บาท ซึ่งตามกรมธรรม์ประภัยแนบท้ายหมวด 2 ข้อตกลงคุ้มครอง และหมวดที่ 4 เงื่อนไขทั่วไป ข้อ 9 ระบุความว่าหากทรัพย์สินที่เอาประกันภัยสูญหายจากการลักทรัพย์ โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อไม่เกินมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญา ณ วันที่เกิดความสูญหายส่วนที่เหลือ (ถ้ามี) โจทก์จะจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ สูงสุดไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย แสดงให้เห็นว่าภัยที่ผู้เอาประกันภัยยกขึ้นเอาประกันกับโจทก์คือสิทธิและความรับผิดที่เกิดมีขึ้นตามสัญญาเช่าซื้อดังที่ระบุรายละเอียดไว้ และตามข้อตกลงแห่งกรมธรรม์ประกันภัยยังชี้ให้เห็นถึงภัยซึ่งโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรับเสี่ยงมีลักษณะเป็นการคุ้มครองสิทธิและความรับผิดที่เกิดมีขึ้นตามสัญญาเช่าซื้อเช่นกันเพราะนำมูลค่าหนี้ค่าเช่าซื้อที่เหลืออยู่ตามสัญญามาเป็นเงื่อนไขแห่งความรับผิดในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ผู้รับประกันภัยโดยมีบริษัท ก. ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ แต่ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัย นอกจากจะระบุรายละเอียดสัญญาเช่าซื้อไว้ ยังได้ระบุถึงทรัพย์สินที่เอาประกันภัยคือ รถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาไว้ในข้อ 6 โดยมีรายละเอียดของตัวรถจักรยานยนต์และระบุความคุ้มครองถึงการสูญหายหรือความเสียหายโดยสิ้นเชิงของรถจักรยานยนต์ (TOTAL LOSS) จำนวนเงินเอาประกันภัย 40,500 บาท ในข้อ 7 อันเป็นการกำหนดรายการวัตถุที่เอาประกันภัย ถือได้ว่าเป็นการประกันภัยตัวรถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้ออีกประการหนึ่งด้วย และเงื่อนไขแห่งความรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยรวมถึงภัยที่จะเกิดแก่รถจักรยานยนต์ด้วย หาใช่เพียงสิทธิหรือความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อเท่านั้นไม่ บริษัท ก. ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์และนางสาววรรณศิลป์ในฐานะผู้ครอบครองจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวัตถุที่เอาประกันภัย กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมีผลผูกพันคู่สัญญา เมื่อรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวถูกโจรกรรมสูญหายไปโดยความ ประมาท ของจำเลย และโจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยแล้วโจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยเรียกให้จำเลยผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 40,500 บาท นับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 40,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4028/2564 บริษัท ฟ. โจทก์ บริษัท อ. จำเลย ป.พ.พ. ม. 863 ป.วิ.พ. ม. 142 (5) , ม. 246 , ม. 252