ฎีกาที่ 4423/2563
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพ ยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่าย ยาเสพติด ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง หรือจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้" พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดเวลาให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องก็เพื่อต้องการให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องโดยเร็วเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 โดยอ้างว่ากัญชาของกลางมีน้ำหนัก 5.51 กรัม ต่อมาผู้ร้องได้รับรายงานการตรวจพิสูจน์เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 เวลา 16 นาฬิกา ปรากฏว่าน้ำหนักเฉพาะกัญชาของกลาง 4.44 กรัม ไม่เกิน 5,000 มิลลิกรัม จึงเข้าเงื่อนไขของมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของ ยาเสพติด พ.ศ.2546 ข้อ 3 (2) อันเป็นพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย แต่ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด โดยเร็วเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา แต่ผู้ร้องไม่ดำเนินการ กลับยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาต่อเป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2562 และครั้งที่ 4 วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 และเพิ่งมายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 หลังจากทราบผลรายการตรวจพิสูจน์แล้วถึง 33 วัน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง จึงชอบจะยกคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด ของผู้ร้อง
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ต้องหาพร้อมกัญชาแห้งบรรจุในถุงพลาสติกใสน้ำหนักรวมถุงประมาณ 5.51 กรัม เป็นของกลาง ควบคุมตัวตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด ผลการตรวจพบปัสสาวะเป็นสีม่วง ผู้ต้องหารับว่าได้เสพเมทแอมเฟตามีนมาก่อน จึงดำเนินคดีในความผิดฐานมี ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครอง และเสพ ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2562 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น มีกำหนด 12 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาต หลังจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องฝากขังผู้ต้องหาต่อมาครั้งที่ 4 แล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ว่า ได้ส่งกัญชาของกลางไปตรวจพิสูจน์ที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 4 ขอนแก่น ได้รับผลการตรวจว่ากัญชาของกลางมีน้ำหนัก 4.44 กรัม ซึ่งกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของ ยาเสพติด พ.ศ.2556 (ที่ถูก พ.ศ.2546) ข้อ 2 (3) ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 5 ได้แก่ กัญชามีน้ำหนักไม่เกินห้าพันมิลลิกรัม พนักงานสอบสวนไม่สามารถฝากขังผู้ต้องหาได้ แต่ต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งส่งตัวไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด จึงขอให้ศาลยกเลิกการฝากขังและมีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ต้องหาถูกจับเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 วันดังกล่าวผู้ร้องขอฝากขังผู้ต้องหา เนื่องจากชั่งน้ำหนักของกลางรวมถุงได้ 5.51 กรัม ซึ่งหากชั่งน้ำหนักเฉพาะของกลางย่อมทราบได้ว่าของกลางมีน้ำหนัก 4.44 กรัม อันเป็นปริมาณที่ต้องนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่ผู้ต้องหาเดินทางมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 กรณีดังกล่าวไม่ใช่วิสัยจะทำไม่ได้ อีกทั้งผลการตรวจพิสูจน์แจ้งมาตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2562 แต่ผู้ร้องยังคงฝากขังต่อมาจนถึงวันยื่นคำร้อง และไม่ปรากฏมีเหตุจำเป็นของผู้ต้องหาทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ จึงเป็นการยื่นคำร้องเกิน 48 ชั่วโมง ตามนัยพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ไม่อาจส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด ได้และไม่มีอำนาจฝากขังต่อไป ต้องปล่อยผู้ต้องหาไป ยกคำร้องและคำร้องฝากขัง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกามีว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพ ยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่าย ยาเสพติด ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง หรือจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้" จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดเวลาให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องก็เพื่อต้องการให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องโดยเร็วเพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลย คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 โดยอ้างว่ากัญชาของกลางมีน้ำหนัก 5.51 กรัม ต่อมาผู้ร้องได้รับรายงานการตรวจพิสูจน์เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 เวลา 16 นาฬิกา ปรากฏว่าน้ำหนักเฉพาะกัญชาของกลาง 4.44 กรัม ไม่เกิน 5,000 มิลลิกรัม จึงเข้าเงื่อนไขของมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของ ยาเสพติด พ.ศ.2546 ข้อ 3 (2) อันเป็นพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่งตอนท้าย แต่ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด โดยเร็วเพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลย แต่จากข้อเท็จจริงเมื่อผู้ร้องทราบผลรายงานการตรวจพิสูจน์แล้วตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2562 เวลา 16 นาฬิกา ผู้ร้องไม่ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด แต่กลับยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาต่อเป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2562 และครั้งที่ 4 วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 และเพิ่งมายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 หลังจากทราบผลรายการตรวจพิสูจน์แล้วถึง 33 วัน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4423/2563 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองเรือ ผู้ร้อง นาย อ. ผู้ต้องหา พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง