ฎีกาที่ 3918/2560
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
พฤติการณ์ของจำเลยที่ลักสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. สาขาพระราม 3 ของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีชื่อผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชี ไปกรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 1 ในใบคำขอถอนเงินของผู้เสียหายที่ 2 แล้วนำสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวไปแสดงต่อพนักงานของผู้เสียหายที่ 2 และได้รับเงินไปจำนวน 59,000 บาท เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากผู้เสียหายที่ 2 เป็นหลักจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คำฟ้องของโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 342 โดยไม่ได้อ้างมาตรา 341 มาด้วย แต่ความผิดฐานดังกล่าวเป็นการกระทำที่เป็นองค์ประกอบมาจากความผิดฐาน ฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐาน ฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นคนอื่น ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 342 (1) ได้ กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 265, 268, 334, 342 ริบใบคำขอถอนเงินของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 7,080 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 59,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ ตามมาตรา 268 วรรคสอง), 334, 342 (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์สมุดบัญชีเงินฝากและบัตรประจำตัวประชาชน และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นทั้งผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง และความผิดฐาน ฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นคนอื่นกับความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบ มาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบใบคำขอถอนเงินอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมของกลาง กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 80 บาท แก่นายสมบัติ ผู้เสียหายที่ 1 และราคาทรัพย์ 59,000 บาท ให้แก่บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายที่ 2 คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 รู้จักกับจำเลยมาก่อน ทั้งช่วงเกิดเหตุก็พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่ห้องเช่าและทำงานร้านนวดที่เดียวกัน วันเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปทำงาน จำเลยยังคงพักอยู่ที่ห้องเช่าโดยบอกว่าจะตามไปภายหลัง แต่วันดังกล่าวจำเลยไม่ไปทำงาน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ทราบว่าเงินในบัญชีหายไปจำนวน 59,000 บาท ก็รีบกลับมาที่ห้องเช่าแต่ไม่พบจำเลยและของใช้ส่วนตัวของจำเลยประกอบกับเมื่อไปตรวจสอบที่ธนาคารผู้เสียหายที่ 2 ก็เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดและจากภาพถ่าย เป็นภาพที่จำเลยไปเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ใกล้ชิดต่อเนื่องกันกับเวลาเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยจึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าปรักปรำจำเลย ทั้งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวน จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แม้จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการยึดของกลางจากจำเลย และจำเลยไม่ใช่บุคคลที่ปรากฏในภาพวงจรปิดที่ไปเบิกถอนเงินจากธนาคาร แต่ผู้เสียหายที่ 1 และนายณภัทร พนักงานของผู้เสียหายที่ 2 ก็เบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุได้สอดคล้องเชื่อมโยงกันตามลำดับและยืนยันตรงกันว่าชายที่ปรากฏในภาพวงจรปิดที่มาเบิกถอนเงินในวันเกิดเหตุคือจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 รู้จักกับจำเลยมานานพอสมควร ทั้งพักอาศัยอยู่ด้วยกัน ย่อมทราบถึงบุคลิกภาพลักษณะท่าทางเฉพาะตัวของจำเลยได้เป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าสามารถจดจำบุคคลที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิดได้ว่าเป็นจำเลย ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไปอันเป็นการส่อพิรุธ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่เคยพักอาศัยอยู่ห้องพักเดียวกับผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุ ไม่เคยเห็นลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 1 ที่ใช้ในการเบิกถอนเงินจากธนาคาร จึงไม่อาจลงลายมือชื่อให้เหมือนกับลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 1 ได้ ผู้เสียหายที่ 1 ไม่เห็นว่าใครลักสมุดเงินฝากและบัตรประจำตัวประชาชนไป ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิดก็เลือนราง ไม่เห็นหน้าหรือระบุตัวบุคคลได้อย่างชัดเจนว่าเป็นจำเลย คำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ จึงไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมโดยลงโทษฐานลักทรัพย์และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นกระทงหนึ่ง กับลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิ ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและฐาน ฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นคนอื่นอีกกระทงหนึ่งนั้น เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยในการลักสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) สาขาพระราม 3 สาขาของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีชื่อของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าบัญชีไป กรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 1 ในใบคำขอถอนเงินของผู้เสียหายที่ 2 แล้วนำสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวที่จำเลยเอาไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ไปแสดงต่อพนักงานของผู้เสียหายที่ 2 และได้รับเงินจำนวน 59,000 บาท เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากผู้เสียหายที่ 2 เป็นหลัก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาได้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อีกประการหนึ่ง ตามคำฟ้องของโจทก์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 โดยไม่ได้อ้างมาตรา 341 มาด้วย แต่ความผิดฐานดังกล่าวเป็นการกระทำที่เป็นองค์ประกอบมาจากความผิดฐาน ฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐาน ฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นคนอื่น ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) ได้ กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 188, 265, 334 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 (เดิม), 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 334 (เดิม), 342 (1) ประกอบมาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3918/2560 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายแสวงหรือแทนคุณ บุญดก จำเลย ป.อ. ม. 90 , ม. 188 , ม. 265 , ม. 268 , ม. 334 , ม. 341 , ม. 342 (1) ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง , ม. 195 วรรคสอง , ม. 225