ฎีกาที่ 10489/2559
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยและมีคำขอบังคับให้จำเลยออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้จึงถือเป็นผู้เสียหายในคดี และถือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนคำขอส่วนแพ่งที่ขอให้จำเลยออกไปจากป่าสงวน กรมป่าไม้ย่อมสามารถที่จะทำการ บังคับคดี ตามคำพิพากษาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 50 แต่เนื่องจากคดีนี้เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทั้งในส่วนแพ่งและส่วนอาญา โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ศาลออกหมาย บังคับคดี เพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ เมื่อโจทก์ในฐานะคู่ความได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี แล้ว และศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี ระบุให้โจทก์หรือผู้แทนโจทก์เป็นผู้นำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปดำเนินการ บังคับคดี ตามกฎหมาย จึงเป็นการออกหมาย บังคับคดี ที่ชอบแล้ว ทั้งในหมาย บังคับคดี ก็ระบุให้โจทก์ตั้งผู้แทนโจทก์ไปดำเนินการ บังคับคดี แทนได้ ในกรณีที่โจทก์ไม่ประสงค์จะไปดำเนินการ บังคับคดี ด้วยตนเอง แต่ก็ขึ้นอยู่กับโจทก์ว่าโจทก์เห็นควรตั้งบุคคลใดที่มีส่วนได้เสียกับการ บังคับคดี แทนโจทก์ ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ โจทก์เป็นผู้ฟ้องคดีแทนย่อมทราบว่าควรให้บุคคลใดเป็นผู้แทนโจทก์ในการนำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปดำเนินการเกี่ยวกับพื้นที่ที่จำเลยครอบครอง การที่ศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี ดังกล่าว จึงสามารถดำเนินการ บังคับคดี ได้ตามกฎหมายไม่มีเหตุเพิกถอนหมาย บังคับคดี ดังกล่าว
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี และให้จำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ ศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี โดยให้โจทก์หรือผู้แทนโจทก์ เป็นผู้นำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปดำเนินการ บังคับคดี ตามกฎหมาย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมาย บังคับคดี ฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 และขอให้ศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี ใหม่โดยระบุให้กรมป่าไม้หรือผู้แทนเป็นผู้นำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปดำเนินการ บังคับคดี ตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า มีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นต้องออกหมาย บังคับคดี ใหม่ระบุให้กรมป่าไม้เป็นผู้นำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ดำเนินการ บังคับคดี ตามคำร้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยและมีคำขอบังคับให้จำเลยออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้จึงถือเป็นผู้เสียหายในคดี และถือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนคำขอส่วนแพ่งที่ขอให้จำเลยออกไปจากเขตป่าสงวน กรมป่าไม้ย่อมสามารถที่จะทำการ บังคับคดี ตามคำพิพากษาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 50 แต่เนื่องจากคดีนี้เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทั้งในส่วนแพ่งและส่วนอาญา โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ศาลออกหมาย บังคับคดี เพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ เมื่อโจทก์ในฐานะคู่ความได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี แล้ว และคดีนี้ศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี ระบุให้โจทก์หรือผู้แทนโจทก์เป็นผู้นำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปดำเนินการ บังคับคดี ตามกฎหมาย จึงเป็นการออกหมาย บังคับคดี ที่ชอบแล้ว ทั้งในหมาย บังคับคดี ก็ระบุให้โจทก์ตั้งผู้แทนโจทก์ไปดำเนินการ บังคับคดี แทนได้ ในกรณีที่โจทก์ไม่ประสงค์จะไปดำเนินการ บังคับคดี ด้วยตนเอง ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโจทก์ว่า โจทก์เห็นควรตั้งบุคคลใดที่มีส่วนได้เสียกับการ บังคับคดี แทนโจทก์ ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้โจทก์เป็นผู้ฟ้องคดีแทนย่อมทราบว่าควรให้บุคคลใดเป็นผู้แทนโจทก์ในการนำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปดำเนินการเกี่ยวกับพื้นที่ที่จำเลยครอบครอง การที่ศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี ดังกล่าว จึงสามารถดำเนินการ บังคับคดี ได้ตามกฎหมายแล้วไม่มีเหตุให้เพิกถอนหมาย บังคับคดี ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10489/2559 พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษณ์ โจทก์ นายกันหา อินวันนา จำเลย ป.วิ.อ. ม. 50