ฎีกาที่ 14837/2558
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 (ยกเลิก) มาตรา 19
พ.ศ. 2545 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 19 ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรว...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (ยกเลิก) มาตรา 97
พ.ศ. 2522 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 97 ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโท...
ย่อสั้น
คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด มีคำวินิจฉัยให้ส่งตัวจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด แบบไม่ควบคุมตัว ณ โปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 6 เดือน (180 วัน) ห้ามเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ให้โทษทุกชนิดและยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เก็บปัสสาวะเพื่อตรวจหาสารเสพติด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ส่งหนังสือเตือน แต่จำเลยยังคงเพิกเฉยไม่พบพนักงานเจ้าหน้าที่ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด เห็นว่า ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ดังนี้ เหตุที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด มีคำสั่งให้แจ้งพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแก่จำเลย เนื่องจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟู มิใช่เพราะจำเลยไม่เป็นบุคคลที่เข้าหลักเกณฑ์หรือสามารถเข้ารับการฟื้นฟูได้ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติด ยาเสพติด ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด หรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติด ยาเสพติด ไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด ก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด มีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติด ยาเสพติด ต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติด ยาเสพติด ของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด เป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนระเบียบ เงื่อนไขหรือข้อบังคับที่กำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จับตัวผู้นั้นกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด สถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด หรือควบคุมตัวได้ โดยให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่ง ป.อ. พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด พ.ศ.2545 มีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติด ยาเสพติด ทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม ดังนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อน แล้วคณะอนุกรรมการการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ และมาตรา 33 บัญญัติให้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังที่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม พนักงานเจ้าหน้าที่มีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งและนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3465/2555 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 8 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 12 ปี 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 4 เดือน 15 วัน ยกคำขอให้นับโทษต่อ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดี ยาเสพติด พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีปรากฏข้อเท็จจริงตามคำสั่งคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ที่ 7130/2555 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 เอกสารแนบคำฟ้องว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด หลังจากนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ส่งหนังสือเตือนไปตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ แต่จำเลยยังคงเพิกเฉยไม่ไปพบพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ติดตามจับกุมจำเลยกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด เพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ให้ครบถ้วนเช่นนี้ ถือได้ว่ายังไม่มีการดำเนินการตามขั้นตอนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติและกรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ถือว่าการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ดังกล่าวไม่เป็นที่พอใจ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่โจทก์ฎีกาได้ความว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและจำเลยยังอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดอื่นซึ่งเป็นความผิดมีโทษจำคุกฐานขับรถในขณะเสพเมทแอมเฟตามีนตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3465/2555 ของศาลชั้นต้น จำเลยจึงมิใช่บุคคลที่เข้าหลักเกณฑ์หรือสามารถเข้ารับการฟื้นฟูตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 และมาตรา 24 ได้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จึงได้วินิจฉัยไปตามบทบัญญัติว่า จำเลยไม่มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตามมาตรา 24 และแจ้งให้จำเลยไปพบเพื่อส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยดังกล่าว คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จึงได้มีคำสั่งแจ้งพนักงานสอบสวนรับตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดี จึงไม่ต้องติดตามตัวจำเลยมารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด อีก กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นก่อนว่า การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด กรุงเทพมหานคร มีคำสั่งให้แจ้งพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแก่จำเลยนั้น เป็นเพราะเหตุตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือตามที่โจทก์ฎีกา เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำสั่งคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ที่ 7130/2555 แล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด กรุงเทพมหานคร คณะที่ 4 มีคำวินิจฉัยให้ส่งตัวจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด แบบไม่ควบคุมตัว ณ โปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 6 เดือน (180 วัน) ห้ามเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ให้โทษทุกชนิดและยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เก็บปัสสาวะเพื่อตรวจหาสารเสพติด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด หลังจากนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ส่งหนังสือเตือนไปตามที่อยู่ที่แจ้งไว้แล้ว แต่จำเลยยังคงเพิกเฉยไม่พบพนักงานเจ้าหน้าที่ จากพฤติกรรมดังกล่าว คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จึงเห็นว่า ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ดังนี้ เมื่อพิจารณาคำสั่งเห็นได้ว่าเหตุที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด กรุงเทพมหานคร คณะที่ 4 มีคำสั่งให้แจ้งพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแก่จำเลยเนื่องจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด มิใช่เพราะจำเลยไม่เป็นบุคคลที่เข้าหลักเกณฑ์หรือสามารถเข้ารับการฟื้นฟูได้ดังที่โจทก์ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตามคำสั่งที่ 7130/2555 เมื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติด ยาเสพติด ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด หรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติด ยาเสพติด ไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด ก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด มีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติด ยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติด ยาเสพติด ของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด เป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนระเบียบ เงื่อนไขหรือข้อบังคับที่กำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จับตัวผู้นั้นกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด สถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด หรือการควบคุมตัวได้ โดยให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่งและมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติด ยาเสพติด ทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม ดังนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด กรุงเทพมหานคร คณะที่ 4 กำหนดไว้และมาตรา 33 บัญญัติให้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟู พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด กรุงเทพมหานคร คณะที่ 4 อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14837/2558 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสุรศักดิ์หรือเอ๊าะ พุ่มเรือง จำเลย ป.วิ.อ. ม. 28 (1) ป.อ. ม. 190 พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 , ม. 22 , ม. 23 , ม. 25 , ม. 29 วรรคหนึ่ง , ม. 32 , ม. 33