ฎีกาที่ 14640/2558
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 (ยกเลิก) มาตรา 22
พ.ศ. 2545 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 22 ในกรณีที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์เป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด ให้จัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และให้แจ้งผลกา...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4
พ.ศ. 2522 · approved_timeline_selection
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ “ยาเสพติดให้โทษ” หมายความว่า สารเคมีหรือวัตถุชนิดใด ๆ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยประการใด ๆ แล้วทำให้เกิดผลต่อร่าง...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7
พ.ศ. 2522 · approved_timeline_selection
มาตรา 7 ยาเสพติดให้โทษแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ (1) ประเภท 1 ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง เช่น เฮโรอีน (Heroin) (2) ประเภท 2 ยาเสพติดให้โทษทั่วไป เช่น มอร์ฟีน (Morphine) โคคาอีน (Cocai...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 8
พ.ศ. 2522 · approved_timeline_selection
มาตรา 8 ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา (1) ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษว่า ยาเสพติดให้โทษชื่อใดอยู่ในประเภทใดตามมาตรา 7 (2) เพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงชื...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57
พ.ศ. 2522 · approved_timeline_selection
มาตรา 57 ห้ามมิให้ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หรือประเภท 5
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91
พ.ศ. 2522 · approved_timeline_selection
มาตรา 91 ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 หรือยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 58 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่...
ย่อสั้น
จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด แบบไม่ควบคุม ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง แต่ระหว่างการฟื้นฟูจำเลยตั้งครรภ์และเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ให้โทษอีก คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงปรับแผนการฟื้นฟูและขยายระยะเวลาออกไปอีก แต่จำเลยก็ยังเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงมีความเห็นให้ส่งจำเลยคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป จึงฟังได้ว่า จำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว และเป็นกรณีที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไป ตามมาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 699/2556 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ยกคำขอให้นับโทษต่อ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดี ยาเสพติด พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2553 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2553 ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2553 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติด ยาเสพติด โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 620/2553 ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมคุมประพฤติเป็นเวลา 6 เดือน โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ 10 ครั้ง จนครบ 6 เดือน ยินยอมให้มีการตรวจสอบการใช้สารเสพติดให้โทษในปัสสาวะ ให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 20 ชั่วโมง และให้ดำเนินการอื่นใดตามเหมาะสมเพื่อให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตโดยห่างไกล ยาเสพติด ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 926/2553 ให้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูและปรับแผนการฟื้นฟูออกไปอีก 60 วัน เนื่องจากจำเลยหวนกลับไปเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ให้โทษอีกจนเป็นเหตุให้ถูกจับดำเนินคดีฐานร่วมกันเสพและมี ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 หลังจากนั้น คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 959/2553 ว่า ปรากฏว่าระหว่างการฟื้นฟูจำเลยตั้งครรภ์ประมาณ 7 เดือน จึงให้ปรับแผนการฟื้นฟูจำเลย โดยให้เข้ารับการฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมสำนักงานคุมประพฤติ และกำหนดเงื่อนไขให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควร ห้ามเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ให้โทษทุกชนิด และยินยอมให้เก็บปัสสาวะตรวจหาสารเสพติดให้โทษ ตลอดจนให้ละเว้นการคบหาสมาคมกับผู้เกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ให้โทษ และดำเนินการอื่นใดตามความเหมาะสมเพื่อให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตโดยห่างไกล ยาเสพติด ให้โทษ ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 1231/2554 ว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการ มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ให้โทษอยู่ จึงหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับการฟื้นฟู อีกทั้งบุคคลในครอบครัวไม่มีผู้ใดสามารถว่ากล่าวตักเตือนได้ แสดงให้เห็นว่าไม่เห็นความสำคัญและประโยชน์ของการบำบัดฟื้นฟู จึงมีคำวินิจฉัยว่า ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ ให้ส่งคดีคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จังหวัดสุราษฎร์ธานีเอกสารท้ายฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น แสดงว่าจำเลยได้เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด แบบไม่ควบคุมตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด แล้ว เพียงแต่ระหว่างการฟื้นฟูจำเลยตั้งครรภ์และยังคงเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ให้โทษอีก คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงปรับแผนการฟื้นฟูและให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก แต่จำเลยก็ยังเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงมีความเห็นให้ส่งจำเลยคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงทำนองว่า จำเลยยังเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ตามนัยมาตรา 25 จึงเป็นการคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง เมื่อผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด ยังไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไป ตามมาตรา 3 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควร หากศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปเลยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์เพื่อขอให้รอการลงโทษจำคุกต่อไป เห็นว่า ระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติด จำเลยยังคงเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด เชื่อว่าจำเลยไม่อาจเปลี่ยนพฤติกรรมเกี่ยวกับ ยาเสพติด ได้ การรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยจึงไม่น่าจะเป็นผลดีแก่สังคมและตัวจำเลย ที่ศาลชั้นต้นไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14640/2558 พนักงานอัยการจังหวัดไชยา โจทก์ นางสาวสุดคนึง วุฒิจันทร์ จำเลย พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 22 วรรคหนึ่ง 25 , ม. 25 , ม. 33 วรรคสอง