ฎีกาที่ 18122/2557
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
อายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แบ่งเป็นอายุความฟ้องคดีแพ่งตามมาตรา 63 และอายุความฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 66 โดยอายุความคดีอาญาต้องนำ ป.อ. มาตรา 95 มาใช้บังคับ เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องซึ่งต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท อายุความในคดีนี้จึงเป็นอายุความฟ้องคดีอาญาสำหรับความผิดต้องระวางโทษอย่างอื่นซึ่งไม่ใช่โทษจำคุก ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) อันมีอายุความหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2552 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2552 แต่ฟ้องและได้ตัวจำเลยทั้งสามมายังศาลในวันที่ 17 ธันวาคม 2555 ฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่งจึงขาดอายุความแล้ว ทั้งหากเทียบเคียงกับกฎหมายลิขสิทธิ์ก่อนหน้านั้นจะเห็นได้ว่ากฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยบัญญัติแยกอายุความคดีแพ่งและคดีอาญาจากกันตลอดมา โดยปัจจุบัน พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กำหนดอายุความคดีแพ่งไว้ในมาตรา 63 ส่วนมาตรา 66 มิได้กำหนดอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 หมวด 9 ว่าด้วยอายุความมาใช้กับความผิดในคดีนี้ ฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมจึงขาดอายุความและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 29, 69, 74, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 สั่งจ่ายค่าปรับฐาน ละเมิด ลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมีว่า ความผิดตามคำฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า อายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แบ่งเป็นอายุความฟ้องคดีแพ่งซึ่งบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 63 ว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดี ละเมิด ลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงเมื่อพ้นกำหนดสามปีนับแต่วันที่เจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงรู้ถึงการ ละเมิด และรู้ตัวผู้กระทำ ละเมิด แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีการ ละเมิด ลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดง" ส่วนอายุความฟ้องคดีอาญา พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 66 บัญญัติว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นความผิดอันยอมความได้" อายุความฟ้องคดีอาญาจึงต้องนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 มาใช้บังคับ เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องในข้อ 2 (ข) ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามมิใช่เพื่อการค้าหรือหากำไร และคำขอท้ายฟ้องระบุว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 29, 69, 74, 75 และ 76 จึงต้องใช้ระวางโทษตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำการ ละเมิด ลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตามมาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 30 หรือมาตรา 52 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท" ดังนั้น อายุความในคดีนี้จึงเป็นอายุความฟ้องคดีอาญาสำหรับความผิดต้องระวางโทษอย่างอื่นซึ่งไม่ใช่โทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) มีอายุความหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2552 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2552 แต่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องและได้ตัวจำเลยทั้งสามมายังศาลเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2555 คำฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง จึงขาดอายุความแล้ว ที่โจทก์ร่วมอ้างในอุทธรณ์ว่า คำว่า "คดี ละเมิด ลิขสิทธิ์" ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 63 ใช้บังคับได้ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ไม่อาจตีความอย่างแคบว่าใช้บังคับเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น เนื่องจากไม่มีมาตราใดที่บัญญัติว่าใช้มาตรา 63 ดังกล่าวกับคดีแพ่งเท่านั้น และมาตรา 63 อยู่ในหมวดเดียวกับมาตรา 62 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่าใช้บังคับทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา คือ หมวด 6 ว่าด้วยคดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดง เมื่อมาตรา 63 เป็นบทบัญญัติต่อเนื่องจากมาตรา 62 ย่อมต้องมีความประสงค์เช่นเดียวกับมาตรา 62 ว่าประสงค์ให้ใช้บังคับทั้งคดีแพ่งและคดีอาญานั้น เห็นว่า หากเทียบเคียงพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กับกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับก่อนหน้านั้นจะพบว่ากฎหมายแยกอายุความคดีแพ่งและคดีอาญาออกจากกันมาโดยตลอด กล่าวคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 มาตรา 24 บัญญัติเกี่ยวกับอายุความคดีแพ่งว่า "คดี ละเมิด ลิขสิทธิ์นั้น ท่านมิให้ฟ้องเมื่อพ้นสามปีนับแต่วัน ละเมิด " มาตราดังกล่าวอยู่ในส่วนที่ 4 ว่าด้วย สิทธิแก้ในทางแพ่งซึ่งการ ละเมิด ลิขสิทธิ์ ส่วนอายุความคดีอาญาอยู่ในมาตรา 27 ที่บัญญัติว่า "คดี ละเมิด ตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ท่านว่าให้ฟ้องได้ต่อเมื่อเจ้าทุกข์ว่ากล่าวขึ้น" มาตราดังกล่าวอยู่ในส่วนที่ 5 ว่าด้วยบทกำหนดโทษ ส่วนพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 อายุความคดีแพ่งอยู่ในมาตรา 29 ซึ่งบัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดี ละเมิด ลิขสิทธิ์เมื่อพ้นกำหนดสามปีนับแต่วันที่เจ้าของลิขสิทธิ์รู้ถึงการ ละเมิด และรู้ตัวผู้กระทำ ละเมิด แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีการ ละเมิด ลิขสิทธิ์" มาตราดังกล่าวอยู่ในหมวด 4 ว่าด้วย การ ละเมิด ลิขสิทธิ์ ส่วนอายุความคดีอาญามีมาตรา 48 บัญญัติว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นความผิดอันยอมความได้" มาตราดังกล่าวอยู่ในหมวด 7 ว่าด้วย บทกำหนดโทษ จึงกล่าวได้ว่าในเรื่องคดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ กฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยบัญญัติแยกอายุความคดีแพ่งและคดีอาญาแยกจากกัน โดยในปัจจุบันพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กำหนดอายุความคดีแพ่งหรือที่ใช้คำว่า "คดี ละเมิด ลิขสิทธิ์" ไว้ในมาตรา 63 ส่วนมาตรา 66 มิได้กำหนดอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะ จึงตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 ซึ่งให้นำบทบัญญัติในภาค 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ทำให้ต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 หมวด 9 ว่าด้วยอายุความมาใช้กับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ในคดีนี้ ข้ออ้างของโจทก์ร่วมรับฟังไม่ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมขาดอายุความและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18122/2557 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด โจทก์ร่วม บริษัททรัยคาสท์ จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ป.อ. ม. 95 พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 63 , ม. 66