ฎีกาที่ 3021/2557
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การกระทำความผิดฐาน ฉ้อโกง ประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก และความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ.2527 เป็นการกระทำโดยหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและได้เงินหรือทรัพย์สินไปจากผู้ถูกหลอกลวง โดยผู้กระทำความผิดมีเจตนาให้เกิดผลต่อผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดสำเร็จสำหรับผู้ที่ถูกหลอกลวงแต่ละคน ส่วนเหตุการณ์ในภายหลังที่ผู้กระทำความผิดได้เงินหรือทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนอีกหลายคราว ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงในครั้งแรก หาใช่เป็นการกระทำใหม่อีกกรรมหนึ่งไม่ ผู้เสียหายทั้งสิบได้นำนากหญ้าจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกไปเลี้ยงตามคำแนะนำเชิญชวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก โดยจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก คู่ละ 20,000 บาท แม้ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 8 นำนากหญ้าไปเลี้ยงเพิ่มขึ้นจากครั้งแรกและจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก เพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง 1 ครั้ง และ 2 ครั้ง ตามลำดับ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกไม่ได้กล่าวข้อความหลอกลวงใด ๆ ขึ้นใหม่ การได้รับเงินในครั้งต่อมาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก เป็นเพียงผลสืบเนื่องจากการกระทำครั้งแรก โดยมีเจตนาอันเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินไปจากผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 8 แม้จะต่างวาระกันก็เป็นความผิดกรรมเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดสำเร็จสำหรับผู้เสียหายแต่ละคน รวม 10 กรรม ตามจำนวนผู้เสียหาย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 9, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 83, 91 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 720,000 บาท แก่ผู้เสียหายพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายแต่ละคนถูก ฉ้อโกง ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 วรรคแรก พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (เดิม)), 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิด 14 กรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐาน ฉ้อโกง และความผิดต่อพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (เดิม)), 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 14 กระทง เป็นจำคุกคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000 บาท นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2540 และของต้นเงิน 120,000 บาท นับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ร่วมกันคืนเงิน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ร่วมกันคืนเงิน 60,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2540 และของต้นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ร่วมกันคืนเงิน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 4 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ร่วมกันคืนเงิน 80,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จร่วมกันคืนเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 6 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ร่วมกันคืนเงิน 80,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 7 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ร่วมกันคืนเงิน 120,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 8 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 60,000 บาท นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2540 ของต้นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2540 และของต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ร่วมกันคืนเงิน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 9 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันคืนเงิน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 10 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 จากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระให้แก่ผู้เสียหายแต่ละคน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาข้อกฎหมายประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ.2527 ไม่ได้ เพราะพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ.2527 ได้ถูกยกเลิกไปแล้วโดยพระราชบัญญัติการกู้ยืมเงินอันเป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ.2527 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2527 นั้น ไม่ปรากฏว่ามีการยกเลิกพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ. 2527 ก็ยังคงมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายจนถึงทุกวันนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาข้อกฎหมายประการที่สองว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาหรือความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ.2527 เพราะไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชกำหนดดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำให้ไม่มีการสอบสวน เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 จะบัญญัติบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหา ก็มีเจตนารมณ์เพียงเพื่อให้ผู้ต้องหาทราบว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดอย่างไร โดยไม่จำต้องแจ้งทุกข้อหา ทุกตัวบทกฎหมาย ทุกมาตรา หรือทุกกระทงความผิดเสมอไป แม้เดิมแจ้งข้อหาหนึ่งไว้ แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าเป็นความผิดตามข้อหาอื่นด้วย ก็สามารถแจ้งข้อหาใหม่นี้เพิ่มเติมจากข้อหาเดิมในระหว่างสอบสวนได้ หรือแม้แต่ว่าถ้ามิได้แจ้งข้อหาใหม่เพิ่มเติม แต่ได้ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อหาใหม่ไปด้วย ก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดตามข้อหาใหม่นี้แล้ว อันทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดตามข้อหาใหม่นี้ได้ คดีนี้แม้ปรากฏตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ในการสอบสวนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2541 พันตำรวจตรีสนิท พนักงานสอบสวน จะแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่เพียงว่าร่วมกันกระทำการ ฉ้อโกง ประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ก็ปรากฏในบันทึกคำให้การทั้งสองฉบับดังกล่าวว่า ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน 2542 พันตำรวจตรีสนิทได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าเป็นความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชนด้วย อันเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ. 2527 ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ได้ลงลายมือชื่อรับทราบข้อหาใหม่นี้ ย่อมเป็นการสอบสวนข้อหาใหม่นี้โดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดข้อหานี้ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาข้อกฎหมายประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจเป็นความผิดรวม 14 กรรม ได้ เพราะผู้เสียหายมีเพียง 10 คน เท่านั้น เห็นว่า การกระทำความผิดฐาน ฉ้อโกง ประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ.2527 เป็นการกระทำโดยหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและได้เงินหรือทรัพย์สินไปจากผู้ถูกหลอกลวง โดยผู้กระทำความผิดมีเจตนาให้เกิดผลต่อผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดสำเร็จสำหรับผู้ที่ถูกหลอกลวงแต่ละคน ส่วนเหตุการณ์ในภายหลังที่ผู้กระทำความผิดได้เงินหรือทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนอีกหลายคราว ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงในครั้งแรก หาใช่เป็นการกระทำใหม่อีกกรรมหนึ่งไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ผู้เสียหายทั้งสิบได้นำนากหญ้าจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกไปเลี้ยงตามคำแนะนำเชิญชวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก โดยจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก คู่ละ 20,000 บาท แม้ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 8 นำนากหญ้าไปเลี้ยงเพิ่มขึ้นจากครั้งแรกและจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก เพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง 1 ครั้ง และ 2 ครั้ง ตามลำดับ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกไม่ได้กล่าวข้อความหลอกลวงใด ๆ ขึ้นใหม่ การได้รับเงินในครั้งต่อมาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก เป็นเพียงผลสืบเนื่องจากการกระทำครั้งแรก โดยมีเจตนาอันเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินไปจากผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 8 แม้จะต่างวาระกันก็เป็นความผิดกรรมเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดสำเร็จสำหรับผู้เสียหายแต่ละคน รวม 10 กรรม ตามจำนวนผู้เสียหาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดรวม 10 กรรม ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 10 กระทง เป็นจำคุกคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3021/2557 พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา โจทก์ นายประทีป ท่วงที กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 90 , ม. 343 วรรคแรก พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 4 , ม. 12