ฎีกาที่ 17549/2557
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด แต่จำเลยร้องคัดค้านการยึดทรัพย์ ร้องขอมิให้ขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด อ้างว่าจะขอจัดการทรัพย์และร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดหลายครั้ง ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้เป็นเวลาหลายปี พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขัดขวางการได้รับชำระหนี้ของโจทก์ ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วเสร็จในวันขายทอดตลาด และไม่แน่ว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้เมื่อใด กรณีจึงทำให้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยต่อไปตามสิทธิที่ปรากฏในคำพิพากษา เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดที่โจทก์ซื้อทรัพย์ได้ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยผู้ฎีกายื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟังวันใด ถือว่าวันดังกล่าวโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยเพราะไม่มีข้อขัดแย้งใด ๆ มาขัดข้องต่อการได้รับชำระหนี้ของโจทก์อีก
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องจากโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงาน บังคับคดี คิดบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ให้โจทก์ถึงวันที่ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่จังหวัดอุดรธานี คือ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 ตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 (ปรับปรุงครั้งที่ 3) ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคิดบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ถึงวันที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฎีกา (คำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่จังหวัดอุดรธานี) ซึ่งศาลฎีกาอนุญาตเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 ด้วยเหตุว่า จำเลยทั้งสองประวิงคดีมาโดยตลอดนับแต่โจทก์ บังคับคดี ยึดทรัพย์ โดยการยื่นคำร้องขอจัดการทรัพย์และยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทำให้โจทก์เสียหายไม่อาจ บังคับคดี ได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี คิดบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ภาระหนี้ให้โจทก์ถึงวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นวันที่คดีขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุด คือ วันที่ 28 พฤษภาคม 2551 จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำคัดค้าน เจ้าพนักงาน บังคับคดี รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า คำร้องของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ แล้วพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 2049/2534 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ โดยคดีนี้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,504,631.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 5,355,397.67 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นงวด งวดแรกชำระวันที่ 9 ธันวาคม 2534 หากผิดนัดชำระงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12230 และ 12231 ตำบลในเมือง (บ้านเกาะ) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 1789 และ1916 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระหนี้จนครบถ้วน ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 2049/2543 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 757,120.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของเงินจำนวน 696,689.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นงวด งวดแรกชำระวันที่ 9 ธันวาคม 2534 หากผิดนัดชำระงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1789 และ 1916 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระหนี้จนครบถ้วน ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ บังคับคดี ทั้งสองสำนวน เจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12230 และ 122331 และเจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1789 และ 1916 เพื่อนำออกขายทอดตลาด แต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12230 และ 12231 เพื่อนำรายได้มาชำระหนี้ให้โจทก์ปีละไม่ต่ำกว่า 600,000 บาท และ 800,000 บาท ตามลำดับ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาคัดค้านคำสั่ง ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5865/2538 พิพากษายืน ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 30 พฤศจิกายน2538 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1789 และ1916 เจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์เพื่อนำออกขายทอดตลาด แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอจัดการทรัพย์และแถลงของดการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์และฎีกา คดีถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลฎีกา โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นขอจัดการทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน จากนั้นเจ้าพนักงาน บังคับคดี ทำการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 1789 และ 1916 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 21,500,000 บาท และชำระราคาด้วยการหักส่วนได้ใช้แทนจากหนี้ตามคำพิพากษาในสำนวนคดีนี้ และนำหนี้ตามคำพิพากษาในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 2049/2534 ของศาลชั้นต้น มาหักชำระโดยการขอเฉลี่ยทรัพย์แล้วจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด เจ้าพนักงาน บังคับคดี จึงงดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และพิพากษายืนในส่วนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาและต่อมาได้ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งของศาลฎีกาที่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถอนฎีกา แล้วเจ้าพนักงาน บังคับคดี ได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน และปรับปรุงบัญชีใหม่ตามข้อทักท้วงของจำเลยทั้งสองโดยคำนวณดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นทั้งสองสำนวนจนถึงวันที่โจทก์ประมูลซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งสองแปลงได้ ตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินครั้งที่ 1 (ปรับปรุงครั้งที่ 3) ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2552 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำร้องขอให้พิจารณาว่า โจทก์ควรมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเพียงใด เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ โดยเมื่อเจ้าพนักงาน บังคับคดี ขายทอดตลาดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 1789 และ 1916 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 21,500,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2548 โจทก์ บังคับคดี ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12230 และ 12231 ออกขายทอดตลาด แต่จำเลยทั้งสองขอเจรจาต่อรองลดยอดหนี้คงเหลือ 1,700,000 บาท พร้อมชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จากนั้นจำเลยทั้งสองฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืน อ้างว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้โดยเป็นผู้ซื้อทรัพย์ที่ดินมีโฉนดเลขที่ 1789 และ 1916 โดยคิดดอกเบี้ยได้เพียงถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 และคดีถึงที่สุดแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีคำวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อที่เป็นกระบวนพิจารณาซ้ำ พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นอื่นต่อไปนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 แต่โจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้ เพราะจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ทำให้มีข้อโต้แย้งระหว่างโจทก์ จำเลยทั้งสองและเจ้าพนักงาน บังคับคดี ว่ากรณีในคดีนี้ เจ้าพนักงาน บังคับคดี สมควรคิดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ถึงวันใด ถ้าคิดดอกเบี้ยถึงเพียงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ก็ไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน 1,700,000 บาท อีกได้ เพราะราคาทรัพย์จากการขายทอดตลาดคุ้มหนี้แล้ว แต่ถ้าโจทก์ยังมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยต่อไปอีก โจทก์ก็ยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้เพิ่มเติมจากจำเลยทั้งสอง ส่วนจะมีสิทธิได้ในจำนวนใด ย่อมต้องพิจารณาในข้อเท็จจริงว่าวันไหนเป็นวันที่จำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ดังนั้น คำฟ้องของจำเลยทั้งสองที่ขอเรียกเงินจำนวน 1,700,000 บาท คืนจากโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่มีเงื่อนไขขึ้นอยู่กับผลของคดีนี้ ว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสองถึงเมื่อใด ดังนั้น คำฟ้องในคดีดังกล่าวจึงยังมีเงื่อนไขไม่แน่นอน ไม่ถือว่าสิทธิของจำเลยทั้งสองถูกโต้แย้งอันจะนำคดีไปฟ้องร้องต่อศาลได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับคำฟ้องของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไว้ จึงไม่ชอบและคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีดังกล่าวไม่ชอบเช่นกัน ดังนั้น คำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวจึงหามีผลผูกพันในคดีนี้ไม่ เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องและฟ้องอุทธรณ์ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยเมื่อใด จึงหามีข้อต้องห้ามเพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น มีปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยถึงเมื่อใด ปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีอยู่ที่ศาลฎีกาและมีข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนพร้อมวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปโดยไม่ย้อนสำนวนลงไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงิน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แม้โจทก์เจ้าหนี้จะเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดและพร้อมจะหักหนี้ของโจทก์ส่วนได้ใช้แทน ที่ทำให้โจทก์ไม่ต้องนำเงินค่าซื้อที่ดินมาวางชำระและไม่ต้องรับเงินจากการขายทอดตลาดไป หากมีกรณีดังกล่าวขึ้นต้องถือว่าวันขายทอดตลาดเป็นวันที่จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น อันทำให้สิทธิได้รับดอกเบี้ยของโจทก์มีเพียงวันที่มีการขายทอดตลาดเท่านั้น ตามนัยคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 5378/2544 แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงแตกต่างจากข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับดังกล่าว ด้วยเหตุที่จำเลยทั้งสองร้องคัดค้านการยึดทรัพย์ ร้องขอมิให้ขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดอ้างว่าจะขอจัดการทรัพย์ เมื่อไม่สำเร็จก็ได้ร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดหลายครั้งหลายคราว ทำให้คดีที่จำเลยทั้งสองยอมรับจะชำระหนี้แก่โจทก์หากไม่ชำระ ยอมให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2534 ยังไม่อาจมีการจัดการให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จนแล้วเสร็จได้ อันเป็นเวลาถึง 23 ปี พฤติการณ์ในการดำเนินคดีต่าง ๆ ของจำเลยทั้งสองเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขัดขวางการได้รับชำระหนี้ของโจทก์ ด้วยการยื่นคำร้องต่าง ๆ เข้ามาเป็นระยะ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วเสร็จในวันขายทอดตลาด หากยังมีการร้องคัดค้านด้วยวิธีการต่าง ๆ จากจำเลยทั้งสองอยู่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ซื้อทรัพย์จำนองพิพาทจากการขายทอดตลาด แต่ถูกจำเลยทั้งสองร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจึงเป็นที่เห็นได้ว่า โจทก์ยังไม่อาจได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองและไม่แน่ว่าจะได้รับชำระเมื่อใด กรณีจึงทำให้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยต่อไปตามสิทธิที่ปรากฏในคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดที่โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ ต่อมาระหว่างที่คดีอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ผู้ฎีกายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งคำร้องที่ ท.216/2551 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถอนฎีกาและศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาให้คู่ความฟังในวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 จึงถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสอง เพราะไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ มาขัดข้องต่อการรับชำระหนี้ของโจทก์อีก โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยคิดจนถึงวันที่มีการอ่านคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาดังกล่าว พิพากษากลับให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน โดยให้โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 แล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17549/2557 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางพรทิพย์ เปรมฤทัยรัตน์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 316 , ม. 318