ฎีกาที่ 13876/2555
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 (ยกเลิก) มาตรา 4
พ.ศ. 2517 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ “การฌาปนกิจสงเคราะห์” หมายความว่า กิจการที่บุคคลหลายคนตกลง เข้ากัน เพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของบุคคล...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 (ยกเลิก) มาตรา 9
พ.ศ. 2517 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 9 สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ต้องมีข้อบังคับและต้องจดทะเบียนเมื่อได้จดทะเบียนแล้ว สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์มีฐานะเป็นนิติบุคคล
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 (ยกเลิก) มาตรา 50
พ.ศ. 2517 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 50 ผู้ใดดำเนินกิจการการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หรือขึ้นทะเบียนการฌาปนกิจสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไ...
ย่อสั้น
พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 4 ได้บัญญัตินิยาม คำว่า "การฌาปนกิจสงเคราะห์" หมายความว่า กิจการที่บุคคลหลายคนตกลงเข้ากันเพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่ตกลงเข้ากันนั้นซึ่งถึงแก่ความตาย และมิได้ประสงค์จะหากำไรเพื่อแบ่งปันกัน ซึ่งองค์ประกอบสำคัญของการฌาปนกิจสงเคราะห์คือการตกลงเข้ากันของบุคคลหลายคนที่จะดำเนินกิจการดังกล่าวเสียก่อน จากนั้นกฎหมายจึงบัญญัติให้กิจการดังกล่าวต้องดำเนินการจดทะเบียนในรูปของฌาปนกิจสงเคราะห์ โดยมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนตามมาตรา 50 เพื่อเป็นการควบคุมการดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งเป็นกิจการสาธารณประโยชน์ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ ก. ความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยเก็บค่าสมาชิกคนละ 2,000 บาท และเก็บเงินค่าช่วยเหลือจัดการศพจากสมาชิกศพละ 20 บาท โดยจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ใช้ชื่อว่า "ฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านท่าช้าง" โดยมิได้จดทะเบียนเป็นสมาคมหรือขึ้นทะเบียนการฌาปนกิจสงเคราะห์ตามกฎหมาย กับบรรยายฟ้องในข้อ ข. สรุปว่าจำเลยทั้งสองได้แสดงต่อประชาชนด้วยคำพูดว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้งฌาปนกิจสงเคราะห์ใช้ชื่อว่า ฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านท่าช้าง โดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้จัดตั้งหรือก่อตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ดังกล่าวขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีเจตนาที่จะนำเงินที่ได้รับจากสมาชิกไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง และโดยการหลอกลวงนั้นจำเลยทั้งสองจึงได้ทรัพย์สินจากผู้เสียหายหลายรายที่หลงเชื่อ ชำระเงินเพื่อเป็นค่าสมาชิกและค่าจัดการศพ จากการบรรยายฟ้องดังกล่าวจะเห็นได้ว่า จำเลยทั้งสองเพียงแต่ใช้ข้ออ้างดังกล่าวหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ เพื่อให้ได้เงินที่ประชาชนจ่ายให้แก่จำเลยทั้งสองในรูปแบบที่เรียกว่าค่าสมัครสมาชิกและค่าจัดการศพเท่านั้น จำเลยทั้งสองจึงมิได้มีเจตนาที่จะดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์อันเป็นองค์ประกอบความผิดข้อหาดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยไม่ได้จดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนตามกฎหมายตามคำขอให้ลงโทษของโจทก์แต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 50
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 91 พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 4, 9, 50 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามบัญชีจำนวนเงินที่ผู้เสียหายแต่ละคนถูก ฉ้อโกง ท้ายฟ้อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,097,190 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 93 พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 50 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกัน ฉ้อโกง ประชาชน จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมาย จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมาย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้เฉพาะความผิดฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 79 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามบัญชีจำนวนเงินที่ผู้เสียหายแต่ละคนถูก ฉ้อโกง ตามเอกสารท้ายฟ้องรวมเป็นเงิน 1,097,190 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกัน ฉ้อโกง ประชาชน จำคุก 3 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า คำฟ้องของโจทก์ข้อ ก. ในความผิดฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยผิดกฎหมายนั้นขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า องค์ประกอบสำคัญของการฌาปนกิจสงเคราะห์คือการตกลงเข้ากันของบุคคลหลายคนที่จะดำเนินกิจการดังกล่าวเสียก่อน จากนั้นกฎหมายจึงบัญญัติให้กิจการดังกล่าวต้องดำเนินการจดทะเบียนในรูปของฌาปนกิจสงเคราะห์ โดยมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนตามมาตรา 50 เพื่อเป็นการควบคุมการดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งเป็นกิจการสาธารณประโยชน์ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ ข. ถึงพฤติการณ์ ฉ้อโกง ของจำเลยทั้งสองสรุปได้ว่า จำเลยทั้งสองได้แสดงต่อประชาชนด้วยคำพูดว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ใช้ชื่อว่า "ฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านท่าช้าง" โดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิก ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้จัดตั้งหรือก่อตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ดังกล่าวขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีเจตนาที่จะนำเงินที่ได้รับจากสมาชิกไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง และโดยการหลอกลวงนั้นจำเลยทั้งสองจึงได้ทรัพย์สินเป็นเงินจากผู้เสียหายหลายรายที่หลงเชื่อชำระเงินเพื่อเป็นค่าสมัครสมาชิก และค่าจัดการศพตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง จากการบรรยายฟ้องของโจทก์ในข้อ ก. และ ข. นั้น เกิดเหตุในวันเวลาเดียวกันและเห็นได้ว่าเป็นพฤติการณ์เดียวกันของจำเลยทั้งสองซึ่งใช้คำพูดที่เป็นเท็จแก่ประชาชนว่าจำเลยทั้งสองดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ถูกต้องตามกฎหมาย ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้จัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ดังกล่าวแต่อย่างใด และคำบรรยายฟ้องที่ว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาที่จะนำเงินที่ได้รับจากสมาชิกไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกที่ถึงแก่ความตาย จึงเท่ากับว่าจำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาจะดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ตามบทนิยามของกฎหมายแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองเพียงแต่ใช้ข้ออ้างดังกล่าวหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ เพื่อให้ได้เงินที่ประชาชนจ่ายให้แก่จำเลยทั้งสองในรูปแบบที่เรียกว่าค่าสมาชิกและค่าจัดการศพเท่านั้น จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์แม้จะได้บรรยายแยกความผิดในข้อหาดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยไม่ได้จดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย และข้อหา ฉ้อโกง ไว้ต่างหากจากกันก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่าพฤติการณ์ ฉ้อโกง ของจำเลยทั้งสองตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์นั้น จำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาที่จะดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์อันเป็นองค์ประกอบความผิดในข้อหาดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยไม่ได้จดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนตามกฎหมายตามคำขอให้ลงโทษของโจทก์แต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13876/2555 พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร โจทก์ นายวิเชียร บุญสุข กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 91 , ม. 341 , ม. 343 พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 ม. 4 , ม. 8 , ม. 50