ฎีกาที่ 19128/2555
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายในระหว่างการ บังคับคดี หน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 1 ย่อมตกแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และ 1600 เพื่อให้การ บังคับคดี เสร็จไปเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องคดีค้างพิจารณาที่ศาลจำต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 และ 44 ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะ และยื่นคำร้องขอเพิกถอนการ บังคับคดี ได้ แม้การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะ ของผู้ร้อง อาจเป็นไปเพื่อใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งตกทอดแก่ตนในฐานะทายาทก็ตาม แต่การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะในชั้น บังคับคดี นั้น จำต้องได้ความว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายเกิดขึ้นในชั้น บังคับคดี เสียก่อน เมื่อคำร้องของผู้ร้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการ บังคับคดี โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องในฐานะทายาทของจำเลยที่ 1 อย่างไร จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 296 ลำพังเพียงเหตุว่าโจทก์ไม่ บังคับคดี ภายในสิบปี หาก่อให้เกิดสิทธิในการรับมรดกความเพื่อต่อสู้ในชั้น บังคับคดี ได้ไม่ ทั้งการ บังคับคดี ภายในกำหนดระยะเวลาหรือไม่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจผู้ร้องที่จะร้องขอให้การ บังคับคดี สิ้นผลเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาสิบปีได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการ บังคับคดี
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2239 เลขที่ดิน 39 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 9556 เลขที่ดิน 348 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 โดยให้โจทก์ดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมแทนด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ และห้ามจำเลยที่ 1 ทำการก่อสร้างอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2239 ดังกล่าว ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากทางภาระจำยอมและซ่อมแซมทางภาระจำยอมให้กลับคืนสู่สภาพเดิม กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,500 บาท โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 ผู้ร้องในฐานะบุตรและผู้จัดการมรดกขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะ และขอให้เพิกถอนการ บังคับคดี เนื่องจากโจทก์ไม่ บังคับคดี ภายในสิบปี และมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ในระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องอีกฉบับหนึ่งว่า ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 และศาลฎีกามีคำพิพากษาให้รื้อถอนอาคาร แต่โจทก์ไม่ดำเนินการ บังคับคดี จนล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ขอให้ไต่สวนคำร้อง และมีคำสั่งงดการ บังคับคดี กับเพิกถอนหมาย บังคับคดี ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นทั้งสองฉบับ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ผู้มรณะ และมีสิทธิขอให้เพิกถอนการ บังคับคดี หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายในระหว่างการ บังคับคดี หน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 1 ย่อมตกแก่ทายาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และ 1600 เพื่อให้การ บังคับคดี เสร็จไปเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องคดีค้างพิจารณาที่ศาลจำต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 และ 44 ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะ และยื่นคำร้องขอเพิกถอนการ บังคับคดี ได้ แม้การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะของผู้ร้อง อาจเป็นไปเพื่อใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งตกทอดแก่ตนในฐานะทายาทก็ตาม แต่การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะในชั้น บังคับคดี นั้น จำต้องได้ความว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายเกิดขึ้นในชั้น บังคับคดี เสียก่อน เมื่อคำร้องของผู้ร้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการ บังคับคดี โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องในฐานะทายาทของจำเลยที่ 1 อย่างไร จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ลำพังเพียงเหตุว่าโจทก์ไม่ บังคับคดี ภายในสิบปี หาก่อให้เกิดสิทธิในการรับมรดกความเพื่อต่อสู้ในชั้น บังคับคดี ได้ไม่ ทั้งการ บังคับคดี ภายในกำหนดระยะเวลาหรือไม่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจผู้ร้องที่จะร้องขอให้การ บังคับคดี สิ้นผลเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาสิบปีได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการ บังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง โดยไม่ไต่สวนคำร้องทั้งสองฉบับชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19128/2555 นายทวีเกียรติ กฤษณามระ โจทก์ นายกชภูมิ อภิรักษ์ธนากร ผู้ร้อง นายวิบูลย์ อภิรักษ์ธนากร กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1599 , ม. 1600 ป.วิ.พ. ม. 42 , ม. 44 , ม. 271 , ม. 296