ฎีกาที่ 9823/2554
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของการ บังคับคดี ให้ครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี ประการแรก เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องร้องขอให้ศาลออกหมาย บังคับคดี ประการที่สอง เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงหรือแจ้งให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ทราบว่าศาลได้ออกหมาย บังคับคดี แล้ว ประการที่สาม เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงาน บังคับคดี ขอให้ดำเนินการ บังคับคดี เอาแก่ทรัพย์สินใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาบ้าง คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2537 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 506,425 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2535 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ เฉพาะจำเลยที่ 4 ให้รับผิดในต้นเงินไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยเมื่อคิดคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2536) ต้องไม่เกิน 40,344 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงาน บังคับคดี โจทก์นำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2547 แต่ในวันดังกล่าวโจทก์ขอให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี งดการยึดทรัพย์ดังกล่าวไว้ก่อนเพราะชื่อสถานที่ไม่ตรงกับจำเลยที่ 3 เจ้าพนักงาน บังคับคดี จึงไม่ได้ยึดทรัพย์ดังกล่าว ดังนี้ แม้โจทก์ขอให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่คดีถึงที่สุดก็ตาม แต่การนำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปยึดทรัพย์ แต่ของดการยึดทรัพย์ย่อมเท่ากับไม่มีการยึดทรัพย์ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 แล้ว เมื่อโจทก์ยื่นคำแถลงใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2550 ซึ่งพ้นกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิ บังคับคดี แก่จำเลยที่ 3 ได้
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2537 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 506,425 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2535 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ เฉพาะจำเลยที่ 4 ให้รับผิดในต้นเงินไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยเมื่อคิดคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2536) ต้องไม่เกิน 40,344 บาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงาน บังคับคดี โจทก์นำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดจรูญขนส่งภาคใต้ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2547 แต่มีปัญหาว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวเป็นจำเลยที่ 3 หรือไม่ โจทก์จึงขอตรวจสอบหนังสือรับรองของจำเลยที่ 3 นำส่งเจ้าพนักงาน บังคับคดี ต่อไป และโจทก์ขอให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี งดการยึดทรัพย์ในวันดังกล่าว โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงาน บังคับคดี ที่งดการ บังคับคดี ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ต่อไป ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์นำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์จำเลยที่ 3 ในวันที่ 15 ธันวาคม 2547 อันเป็นวันครบกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2537 แต่โจทก์ได้แถลงของดการยึดทรัพย์ ซึ่งมีผลเท่ากับฝ่ายโจทก์ไม่เคยยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 การที่โจทก์ขอนำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ในวันที่ 8 สิงหาคม 2550 ย่อมเป็นการร้องขอบังคับเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้ บังคับคดี ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" ตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของการ บังคับคดี ให้ครบถ้วนภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้น โดยประการแรก เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องร้องขอให้ศาลออกหมาย บังคับคดี ประการที่สอง เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงหรือแจ้งให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ทราบว่าศาลได้ออกหมาย บังคับคดี แล้ว ประการที่สาม เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงาน บังคับคดี ขอให้ดำเนินการ บังคับคดี เอาแก่ทรัพย์สินใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาบ้าง ข้อเท็จจริงคดีนี้แม้โจทก์ขอให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2547 ซึ่งอยู่ภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่คดีถึงที่สุดก็ตาม (นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2538) แต่โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงาน บังคับคดี ของดการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ไว้ก่อนเพราะชื่อสถานที่ไม่ตรงกับจำเลยที่ 3 เจ้าพนักงาน บังคับคดี จึงไม่ได้ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ในวันดังกล่าว ดังนั้นการนำเจ้าพนักงาน บังคับคดี ไปยึดทรัพย์ แต่ได้ของดการยึดทรัพย์ในวันดังกล่าวไว้เท่ากับไม่มีการยึดทรัพย์ จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ดำเนินการ บังคับคดี ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แล้ว เมื่อโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ใหม่อีกครั้งหนึ่งในวันที่ 8 สิงหาคม 2550 ซึ่งพ้นกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิ บังคับคดี แก่จำเลยที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9823/2554 นายสุเทพ มาลโรจน์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ นายคง มาลโรจน์ โจทก์ นายเสมา สุทธินนท์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 271