ฎีกาที่ 10693/2551
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยสั่งอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากบริษัท ส. และบริษัท ส. ได้ส่งเงินตามคำสั่งอายัดต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2548 ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ โดยในคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลสั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งอายัดเงินชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงยังคงมีผลให้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็น เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) เมื่อโจทก์ขอให้ออกหมาย บังคับคดี และศาลชั้นต้นได้ออกหมาย บังคับคดี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2549 อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ดำเนินการ บังคับคดี ให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ จึงมีผลเท่ากับเจ้าพนักงาน บังคับคดี ได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง และได้มีการชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้แก่เจ้าพนักงาน บังคับคดี นับตั้งแต่วันที่ศาลออกหมาย บังคับคดี แล้ว ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับว่าเจ้าพนักงาน บังคับคดี เป็นเจ้าพนักงานศาลหรือเป็นเจ้าพนักงานในสังกัดกรม บังคับคดี ดังที่ผู้ร้องอ้างในอุทธรณ์ ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ดังกล่าวเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่ศาลออกหมาย บังคับคดี อันถือได้ว่าเป็นวันที่มีการชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคห้า หาใช่นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีหนังสือส่งเงินอันเป็นทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ไปให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ดังที่ผู้ร้องเข้าใจไม่ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งล่วงพ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ถือว่าบริษัท ส. ส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ คำร้องของผู้ร้องจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคห้า ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 40,260,954. 55 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมโดยในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาและบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ได้ส่งเงินตามคำสั่งอายัดเป็นเงิน 15,875,688.13 บาท ต่อศาลชั้นต้น หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์ขอให้ บังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมาย บังคับคดี ตามคำขอของโจทก์แล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงาน บังคับคดี มีหนังสือฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2549 ขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินที่อายัดไปให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี และศาลชั้นต้นได้ส่งเงิน 15,875,688.13 บาท ไปให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 เงินดังกล่าวจึงถูกอายัดโดยเจ้าพนักงาน บังคับคดี แล้ว ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8765/2549 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 39,961,876.98 บาท แก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ย ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 มีไม่เพียงพอที่ผู้ร้องจะ บังคับคดี เอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินดังกล่าวและหากโจทก์สละสิทธิหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการ บังคับคดี ให้ผู้ร้องมีสิทธิดำเนินการ บังคับคดี ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยสั่งอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) และบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ได้ส่งเงินตามคำสั่งอายัดต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2548 ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ โดยในคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลสั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งอายัดเงินชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) เมื่อโจทก์ขอให้ออกหมาย บังคับคดี และศาลชั้นต้นได้ออกหมาย บังคับคดี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2549 อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ดำเนินการ บังคับคดี ให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ จึงมีผลเท่ากับเจ้าพนักงาน บังคับคดี ได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง และได้มีการชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้แก่เจ้าพนักงาน บังคับคดี นับตั้งแต่วันที่ศาลออกหมาย บังคับคดี แล้ว ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับว่าเจ้าพนักงาน บังคับคดี เป็นเจ้าพนักงานศาลหรือเป็นเจ้าพนักงานในสังกัดกรม บังคับคดี ดังที่ผู้ร้องอ้างในอุทธรณ์ ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ดังกล่าวเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่ศาลออกหมาย บังคับคดี อันถือได้ว่าเป็นวันที่มีการชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคห้า หาใช่นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีหนังสือส่งเงินอันเป็นทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ไปให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ดังที่ผู้ร้องเข้าใจไม่ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งล่วงพ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ถือว่าบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ คำร้องของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคห้า ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10693/2551 บริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัท บีเอสแอล ลิสซิ่ง จำกัด ผู้ร้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด บี.ซี. เครื่องเขียน กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 260 , ม. 290