ฎีกาที่ 9391/2550
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แต่ก็มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ถูกต้องและไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น จึงเป็นการชอบแล้ว เพราะเป็นเหตุในลักษณะคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2545 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็น ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2,200 เม็ด น้ำหนักรวม 196.215 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 32.518 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 200 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อจำหน่าย ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ ในราคา 12,000 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน 2,200 เม็ด ธนบัตร จำนวน 12,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง อันเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ซึ่งจำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (เดิม) 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) และวรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 450,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 360,000 บาท คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 300,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 225,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี และปรับ 240,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี และปรับ 180,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 37 ปี 4 เดือน และปรับ 540,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 28 ปี และปรับ 405,000 บาท ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกิน 2 ปี คืนธนบัตรที่ใช่ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ใรครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนส่วนโทษจำคุกและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยทั้งสองฟังเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2546 คู่ความจะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคหนึ่ง คือภายในวันที่ 29 มกราคม 2547 วันที่ 28 มกราคม 2547 ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไป 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด โดยอ้างเหตุว่าเนื่องจากยังมิได้คัดสำเนาคำพิพากษา คำเบิกความพยาน และสรรพเอกสารที่ใช้ประกอบในการยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2547 ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันยื่นคำร้อง โดยอ้างเหตุว่าเนื่องจากทนายจำเลยที่ 1 ติดว่าความคดีต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ทุกวัน ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะเรียบเรียงคำฟ้องอุทธรณ์ให้ทันภายในกำหนดเวลาที่ศาลได้อนุญาตไว้แล้ว ประกอบกับทนายจำเลยที่ 1 กำลังรอเอกสารสำคัญในคดีนี้ซึ่งอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกที่เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ ไม่สามารถติดต่อขอรับเอกสารดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ได้เพียงถึงวันที่ 12 มีนาคม 2547 ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า กรณีที่คู่ความจะขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปจะทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และจะต้องมีคำขอก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 จะขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 จำเลยที่ 1 จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 เว้นแต่กรณีมีเหตุสุดวิสัย แต่ปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 1 เพิ่งยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2547 โดยมิได้อ้างว่ามีเหตุสุดวิสัยที่ไม่ได้ยื่นภายในกำหนดวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ออกไปถึงวันที่ 12 มีนาคม 2547 และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเพราะจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาและยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอทุธรณ์ภาค 9 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องจึงเป็นฎีกาที่ม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แต่ก็มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ถูกต้องและไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น จึงเป็นการชอบแล้ว เพราะเป็นเหตุในลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอทุธรณ์ภาค 9 ในส่วนที่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และยกฎีกาของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9391/2550 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นางอ่อน หวังดี กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. ม. 213 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 , ม. 7 , ม. 8 , ม. 15 , ม. 66 , ม. 67