ฎีกาที่ 8462/2550
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ฎีกา แม้ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อพยานหลักฐานที่วินิจฉัยมาครอบคลุมไปถึงความผิดฐานดังกล่าว และพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกให้วินิจฉัยไปถึงความผิดฐานดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบ มาตรา 225 โดยให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง และปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 15 ปี รวมจำคุกคนละ 19 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่ปากขัดแย้งกันในข้อสาระสำคัญเกี่ยวกับการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ในส่วนของการนำธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานโดยพยานโจทก์ปากสิบตำรวจเอกปรัชญา สิบตำรวจเอกจรัล และดาบตำรวจบรรทูญต่างอ้างว่าเป็นผู้นำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกในรายงานประจำวัน แต่เมื่อพิจารณาสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอกสืบเป็นผู้นำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อไปลงบันทึกในรายงานประจำวัน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวจึงรับฟังเอาเป็นที่แน่นอนไม่ได้ว่าผู้ใดเป็นผู้นำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อไปลงบันทึกในรายงานประจำวัน ทำให้มีเหตุสงสัยว่าจะมีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จริงหรือไม่ นอกจากนี้โจทก์ไม่นำสายลับมาเบิกความยืนยันว่าสายลับได้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จริง และที่สิบตำรวจเอกปรัชญาเบิกความว่า เห็นจำเลยที่ 1 ล้วงสิ่งของในกระเป๋าแล้วโยนออกนอกตัว จึงให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มายืนอยู่ที่สิบตำรวจเอกปรัชญาก่อน และพาจำเลยทั้งสองไปจุดที่จำเลยที่ 1 โยนสิ่งของ พบว่าสิ่งของที่โยนเป็นหลอดพลาสติกซึ่งภายในบรรจุเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด และทำการตรวจค้นตัวจำเลยที่ 1 พบว่าที่กระเป๋าเสื้อที่จำเลยที่ 1 สวมใส่มีธนบัตรฉบับละ 50 บาท 2 ฉบับ สิบตำรวจเอกปรัชญาจึงเปรียบเทียบภาพถ่ายธนบัตรปรากฏว่ามีหมายเลขตรงกัน แต่ดาบตำรวจบรรทูญกลับเบิกความว่า จำเลยที่ 1 วิ่งหลบหนีไปที่รั้ว สิบตำรวจเอกปรัชญาวิ่งตาม จำเลยที่ 1 โยนสิ่งของทิ้ง สิบตำรวจเอกปรัชญาถามจำเลยที่ 1 ว่าโยนอะไรทิ้ง จำเลยที่ 1 ไม่ตอบ สิบตำรวจเอกปรัชญาเก็บสิ่งของที่จำเลยที่ 1 โยนทิ้ง นำมาตรวจสอบกับดาบตำรวจบรรทูญ ดาบตำรวจบรรทูญตรวจค้นตัวจำเลยที่ 1 พบธนบัตรฉบับละ 50 บาท 2 ฉบับ อยู่ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตด้านซ้ายที่จำเลยที่ 1 สวมอยู่ ดาบตำรวจบรรทูญนำธนบัตรที่ค้นได้จากตัวจำเลยที่ 1 ไปตรวจสอบกับภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อต่อหน้าจำเลยทั้งสอง ปรากฏว่ามีหมายเลขตรงกัน จึงสอบถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 บอกว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินดังกล่าวมาจากการขายสิ่งของ ไม่ใช่จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเรื่องนี้ จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่าไม่พบธนบัตรฉบับละ 50 บาท คงพบแต่ธนบัตรฉบับละ 20 บาท 9 ฉบับ ทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธตลอดมา และไม่ยอมลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม ส่วนที่ดาบตำรวจบรรทูญเบิกความว่า เมื่อดาบตำรวจบรรทูญเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุ แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแสดงหมายค้นที่ได้รับจากร้อยตำรวจเอกอุทัย ซึ่งร่วมตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสองในวันเกิดเหตุ แต่รออยู่ที่บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน ก่อนที่ดาบตำรวจบรรทูญจะเข้าตรวจค้นได้ใช้วิทยุสื่อสารแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกอุทัยกับพวกสมทบที่บ้านเกิดเหตุ ระหว่างตรวจสอบเมทแอมเฟตามีน ร้อยตำรวจเอกอุทัยกับพวกรวม 5 คน มาสมทบ ระหว่างนั้นดาบตำรวจบรรทูญได้แสดงหมายค้นให้จำเลยที่ 2 ดู แต่ร้อยตำรวจเอกอุทัยกลับเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าร้อยตำรวจเอกอุทัยไม่ได้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสอง ที่พยานเกี่ยวข้องเพราะเป็นพนักงานสอบสวนเท่านั้น ส่วนที่สิบตำรวจเอกปรัชญา สิบตำรวจเอกจรัล และดาบตำรวจบรรทูญเบิกความว่า พบเมทแอมเฟตามีน 445 เม็ด อยู่ที่โคนเสาของห้างนา ก็ยังมีเหตุสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจะเป็นของจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพราะเมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าบริเวณที่เป็นห้างนาที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางไม่มีรั้วล้อมรอบ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน แม้ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยมาแล้ว แต่เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาซึ่งครอบคลุมไปถึงความผิดอีกฐานดังกล่าวยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยไปถึงความผิดฐานดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 225 โดยให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสอง แต่คงให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8462/2550 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ นายไชยยันต์ อินต๊ะ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. ม. 185 , ม. 213 , ม. 225 , ม. 227 วรรคสอง