ฎีกาที่ 6645-6646/2548
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐาน ฉ้อโกง ประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 ไม่ได้ถือเอาจำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงว่ามากหรือน้อย แต่ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญโดยจะพิจารณาจากวิธีการในการหลอกลวง จำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงมาประกอบด้วยเท่านั้น คดีนี้แม้ผู้เสียหายตามฟ้องจะมีเพียง 11 คน แต่ตามบันทึกการตกลงชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งมีผู้เสียหายที่ตกลงกับจำเลยทั้งสองถึง 35 คน แสดงว่าจำเลยทั้งสองมิได้ติดต่อชักชวนเฉพาะผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดในคดีนี้เท่านั้น ทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองไปพบผู้เสียหายแต่ละคนที่บ้านแล้วแจ้งเงื่อนไขการไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียซึ่งจะได้รับเงินเดือนตั้งแต่ 8,000 บาท ถึง 11,000 บาท โดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางรวมคนละ 17,000 บาท แต่ต้องจ่ายเงิน 5,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อน เหมือนกันทุกคน ลักษณะการชักชวนเป็นการชักชวนทั่วไป มิได้มุ่งเจาะจงชักชวนคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษโดยเฉพาะหากผู้ใดปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ก็สามารถสมัครไปทำงานได้ ขึ้นอยู่กับข้อที่ว่าจะจ่ายเงินให้ตามเงื่อนไขที่แจ้งไปหรือไม่เป็นสำคัญ การหลอกลวงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ แม้จะมิได้มีการป่าวประกาศหรือแจ้งให้ผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนไปชักชวนต่อ แต่ลักษณะการชักชวนอย่างเดียวกันโดยผู้ถูกชักชวนย่อมบอกต่อกันไปได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกัน ฉ้อโกง ประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 แล้ว ความผิดฐาน ฉ้อโกง ประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานนี้ก็ยังไม่ระงับไป
ย่อยาว
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาด้วยกันโดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 83 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 130,428.65 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ด และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 254/2538 และ 279/2538 ของศาลจังหวัดนราธิวาส จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ประกอบมาตรา 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกัน ฉ้อโกง ประชาชน จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 7 ปี นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 254/2538 และ 279/2538 ของศาลจังหวัดนราธิวาส ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงินจำนวน 130,428.65 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ด จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก จำคุกคนละ 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชักชวนผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดไปทำงานเดินสายไฟฟ้าภายในอาคารที่ประเทศมาเลเซีย โดยผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดได้จ่ายเงินคนละ 5,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองและจ่ายอีกคนละ 12,000 บาท ให้แก่นายฝาง แต่ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดก็ไม่ได้งานทำตามที่จำเลยทั้งสองอ้างและถูกส่งกลับประเทศไทย ภายหลังจำเลยทั้งสองได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและยอมชดใช้เงินให้ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดและผู้เสียหายอื่นอีกรวม 35 คน คนละ 5,142.85 บาท รวมเป็นเงิน 180,000 บาท ผู้เสียหายทั้งหมดดังกล่าวพอใจและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งสอง สำหรับความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้ฎีกา ความผิดฐานนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานร่วมกัน ฉ้อโกง ประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาขึ้นมา ที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการแรกว่า พยานหลักฐานในคดีนี้ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาทุจริต จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โต้แย้งไว้โดยละเอียดในอุทธรณ์แล้ว ขอให้ศาลฎีกาหยิบยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองขึ้นพิจารณาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของฎีกาด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษามาแล้วหากจำเลยทั้งสองประสงค์จะฎีกาก็จะต้องโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ชัดเจนว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ถูกต้องโดยมีเหตุผลข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงอย่างไร ที่จำเลยทั้งสองขอให้ถือเอาอุทธรณ์ประเด็นนี้ของจำเลยทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของฎีกา ย่อมเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า ไม่ถูกต้องโดยมีเหตุผลอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า แม้จำเลยทั้งสองชักชวนผู้เสียหายหลายคน แต่ก็เป็นการชักชวนโดยเฉพาะเจาะจงเป็นรายๆ ไป มิได้ป่าวประกาศแก่บุคคลทั่วไปโดยไม่จำกัดหรือบอกให้ผู้เสียหายแต่ละคนไปชักชวนให้ผู้อื่นหลงเชื่ออีก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐาน ฉ้อโกง ธรรมดา มิใช่ฐาน ฉ้อโกง ประชาชน เมื่อผู้เสียหายแต่ละคนถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ลงโทษจำเลยทั้งสองไม่ได้นั้น เห็นว่า การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐาน ฉ้อโกง ประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ไม่ได้ถือเอาจำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงว่ามากหรือน้อย แต่ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะเห็นได้จากวิธีการในการหลอกลวง จำนวนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงเป็นเพียงข้อที่นำมาพิจารณาประกอบด้วยเท่านั้น คดีนี้แม้ผู้เสียหายตามฟ้องจะมีเพียง 11 คน แต่ก็ปรากฏตามบันทึกการตกลงชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งว่า มีผู้เสียหายที่ตกลงกับจำเลยทั้งสองตามบันทึกดังกล่าวถึง 35 คน แสดงว่าจำเลยทั้งสองมิได้ติดต่อชักชวนเฉพาะผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดในคดีนี้เท่านั้น ทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองไปพบผู้เสียหายแต่ละคนที่บ้านแล้วแจ้งเงื่อนไขการไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียซึ่งจะได้รับเงินเดือนตั้งแต่ 8,000 บาท ถึง 11,000 บาท โดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางรวมคนละ 17,000 บาท แต่ต้องจ่ายเงิน 5,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนเหมือนกันทุกคน ลักษณะการชักชวนเป็นการชักชวนทั่วไป มิได้มุ่งเจาะจงชักชวนคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษโดยเฉพาะ หากผู้ใดปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวก็สามารถสมัครไปทำงานได้ ขึ้นอยู่กับข้อที่ว่าจะจ่ายเงินให้ตามเงื่อนไขที่แจ้งไปหรือไม่เป็นสำคัญ การหลอกลวงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ แม้จะมิได้มีการป่าวประกาศหรือแจ้งให้ผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนไปชักชวนต่อ แต่ลักษณะการชักชวนอย่างเดียวกัน โดยผู้ถูกชักชวนย่อมบอกต่อกันไปได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกัน ฉ้อโกง ประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 แล้ว หาใช่เป็นความผิดเพียงฐาน ฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ไม่ ความผิดฐาน ฉ้อโกง ประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานนี้ก็ยังไม่ระงับไป ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ตามฟ้องปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้คืนเงินบางส่วนที่ ฉ้อโกง ไปแก่ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดคนละ 5,142.85 บาท แล้ว และตามบันทึกการตกลงชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งก็ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดในคดีนี้ไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี จึงเป็นโทษที่หนักเกินไป สมควรกำหนดโทษจำเลยทั้งสองเสียใหม่ให้เหมาะสม อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น อนึ่ง คดีนี้มีผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันหลายคน ทั้งคำขอของโจทก์ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก โดยมิได้ระบุ มาตรา 83 ด้วยจึงยังไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6645 - 6646/2548 พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ โจทก์ นายสุเทพ ชูชื่น กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 83 , ม. 341 , ม. 343 ป.วิ.อ. ม. 39 (2)