ฎีกาที่ 4608/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
คดีอาญาเรื่องก่อน พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกเงินและขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกไปแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย อันเป็นการขอแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่รับเงิน เก็บรักษาเงิน อนุมัติและเบิกจ่ายเงิน ตกลงว่าระหว่างการทำงานหากจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอก ฉ้อโกง จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดพร้อมค่าปรับอีก 3 เท่าของราคาทรัพย์สินหรือความเสียหาย โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างทำงานจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกเงินโจทก์ไปหลายครั้ง อันเป็นการจงใจละเมิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้เงินที่ยักยอกและค่าปรับตามสัญญาแก่โจทก์โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดด้วย ซึ่งเป็นการฟ้องในมูลหนี้ผิดสัญญาทางแพ่ง แม้จะมีคำขอให้คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกเหมือนกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีที่พนักงานอัยการขอให้บังคับในส่วนแพ่งมาจากการกระทำผิดอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีมูลจากสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาค้ำประกัน ข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงมิได้เป็นอย่างเดียวกัน มิใช่เป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาเรื่องก่อน
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,888,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ขอถอนฟ้องในส่วนที่กล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินไปเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 จำนวน 6,480 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.2 กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินไปเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2544 จำนวน 14,850 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.4 และกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินไปเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2545 จำนวน 226,459 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.6 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต กับจำเลยทั้งสองขอสละข้อต่อสู้ในประเด็นเรื่องอำนาจในการฟ้องคดีแทนกับประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุมและคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ทำสัญญาจ้างกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2545 เวลา 10.50 นาฬิกา พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ ข้อหายักยอกเงินของโจทก์จำนวน 1,097,506 บาท โดยมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ตามเอกสารหมาย ล.2 เงินที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกและยังติดใจให้จำเลยทั้งสองชดใช้ในคดีนี้เป็นเงินจำนวนเดียวกันกับเงินที่พนักงานอัยการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกและขอให้ใช้คืนในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 โดยเป็นส่วนหนึ่งของเงินในคดีดังกล่าว ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ดังกล่าว พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกเงินและขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกไปแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้การขอให้คืนหรือใช้เงินจะเป็นการขอ แทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ก็ตาม แต่ก็เป็นความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่รับเงิน เก็บรักษาเงิน อนุมัติและเบิกจ่ายเงิน ตกลงว่า ในระหว่างการทำงานหากจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอก ฉ้อโกง จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดและยอมเสียค่าปรับให้โจทก์อีก 3 เท่าของราคาทรัพย์สินหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างทำงานจำเลยที่ 1 ได้ทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกเงิน ของโจทก์ไปหลายครั้งอันเป็นการจงใจละเมิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวและ ค่าปรับตามสัญญาให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อันเป็นการฟ้องในมูลหนี้ผิดสัญญาทางแพ่ง แม้จะมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกเหมือนกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีที่พนักงานอัยการขอให้บังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากการกระทำผิดอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาค้ำประกัน ข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงมิได้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ใช่เป็นการฟ้องร้องเรื่องเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี . ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4608/2547 บริษัทวีระลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ นางสาววฤนดา สุพรรณชาติ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 575 ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1) ป.วิ.อ. ม. 43 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31