ฎีกาที่ 4308/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ พนักงานสอบสวนสอบสวนจำเลยแล้วมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยในข้อหายักยอก แต่โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่พนักงานสอบสวนได้สอบสวนเป็นความผิดฐาน ฉ้อโกง จึงฟ้องจำเลยในข้อหา ฉ้อโกง กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องความเห็นของโจทก์กับพนักงานสอบสวนแตกต่างกันในการปรับบทกฎหมายกับการกระทำของจำเลย ถือว่าพนักงานสอบสวนได้สอบสวนในข้อหา ฉ้อโกง แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 341 และสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 450,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนคลองจั่น จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.วิ.อ. (ที่ถูกเป็น ป.อ.) มาตรา 352 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 11 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 450,000 บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 3,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยในข้อหายักยอกและมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยในข้อหายักยอก แต่โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่พนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้วนั้นเป็นความผิดฐาน ฉ้อโกง โจทก์จึงฟ้องจำเลยในข้อหา ฉ้อโกง เป็นเรื่องความเห็นของโจทก์กับพนักงานสอบสวนแตกต่างกันในการปรับบทกฎหมายกับการกระทำของจำเลย กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้สอบสวนในข้อหา ฉ้อโกง แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4308/2547 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนคลองจั่น จำกัด โจทก์ร่วม นายบัณฑิตหรือบัญฑิต ลำยอง จำเลย ป.วิ.อ. ม. 2 (11) , ม. 120 , ม. 121