ฎีกาที่ 9083/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
เมทแอมเฟตามีนจำนวน 90 เม็ด เป็นเมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในการตรวจค้นคราวเดียวกันกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 928/2541 ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดไปแล้ว แม้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 90 เม็ด ที่ซุกซ่อนอยู่ในถังน้ำซึ่งใช้ใส่ถ่านหุงข้าวในครัวของบ้านพักของจำเลยทั้งสองและพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 1 แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รับเอาเมทแอมเฟตามีนจำนวน 90 เม็ดและจำนวน 2 เม็ดไว้คนละคราวกัน จึงต้องถือว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกันซึ่งแยกเก็บไว้ในที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับการกระทำของจำเลยในคดีก่อนจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เมื่อศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว ฟ้องโจทก์ในคดีนี้สำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องในคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ของโจทก์จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 5 ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 19,500 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 13,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด และห้ามจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาททุกประเภทตลอดระยะเวลารอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า สิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 ของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ตามพยานหลักฐานของโจทก์ได้ความโดยสรุปว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจได้นำหมายค้นไปตรวจบ้านพักของจำเลยทั้งสอง เมื่อไปถึงพบจำเลยทั้งสองอยู่ในบ้าน เจ้าพนักงานตำรวจได้แสดงหมายค้นต่อจำเลยทั้งสองแล้วทำการตรวจค้นตัวจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด บรรจุอยู่ในหลอดเครื่องดื่มสีขาวลายแดงที่มือและที่กระเป๋ากางเกงด้านหลังซ้ายอีก 1 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นก็ได้ทำการตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายอะไร ครั้นเจ้าพนักงานตำรวจไปทำการตรวจค้นภายในบ้านก็ปรากฏว่าพบเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในซองพลาสติกใส่ยาแบบรูดปิดเปิดได้จำนวน 63 เม็ด ในซองบุหรี่กรองทิพย์จำนวน 25 เม็ด และบรรจุหลอดเครื่องดื่มปิดหัวท้ายอีกจำนวน 2 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ใต้ถังน้ำซึ่งใช้ใส่ถ่านหุงข้าววางอยู่ในห้องครัวด้านทิศตะวันตกของบ้าน ได้สอบถามจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนที่พบ จำเลยทั้งสองยอมรับสารภาพว่าเป็นของจำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป เจ้าพนักงานตำรวจจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนได้แยกดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองออกเป็น 2 สำนวน สำหรับสำนวนแรกที่ค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดไปแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 928/2541 ของศาลชั้นต้น ส่วนเมทแอมเฟตามีนจำนวน 90 เม็ด พนักงานสอบสวนได้แยกดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองอีกต่างหากเป็นคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 90 เม็ด เป็นเมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในการตรวจค้นคราวเดียวกันกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 928/2541 ของศาลชั้นต้น แม้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 90 เม็ด ที่ซุกซ่อนอยู่ในถังน้ำซึ่งใช้ใส่ถ่านหุงข้าวในครัวของบ้านพักของจำเลยทั้งสองและพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 2 แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 รับเอาเมทแอมเฟตามีนจำนวน 90 เม็ดและจำนวน 2 เม็ดไว้คนละคราวกัน จึงถือว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกันซึ่งแยกเก็บไว้ในที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับการกระทำของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 928/2541 ของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เมื่อศาลมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 928/2541 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์ในคดีนี้สำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องในคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาคดีมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับจำเลยที่ 2 แม้จะร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 แต่เมทแอมเฟตามีนในคดีนี้มีจำนวนถึง 90 เม็ด แตกต่างจากคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 928/2541 ของศาลชั้นต้นมาก พฤติการณ์การกระทำความผิดในคดีนี้จึงเป็นเรื่องร้ายแรงสมควรลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 โดยกำหนดโทษใหม่และไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำเลยที่ 2 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ส่วนในมาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ ได้กำหนดไว้ว่า การมี ยาเสพติด ที่มีสารเมทแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัม ขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ไม่ได้มีบทบัญญัติใดกำหนดเป็นข้อสันนิษฐานไว้ว่าจะต้องมีจำนวนหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด กล่าวคือ แม้จะมีตั้งแต่ 15 หน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัม ขึ้นไปตามกฎหมายเดิมก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้นตามกฎหมายเดิม มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท สำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นได้ว่าแม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกเท่ากันและตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมแต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ แม้ระวางโทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดจะเป็นคุณมากกว่าก็ตาม จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนโทษจำคุกให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9083/2547 พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย โจทก์ นายเอนก มีทิม กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. ม. 39 (4) พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) , ม. 67 (ใหม่)