ฎีกาที่ 6273/2546
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ข้อเท็จจริงไม่ได้ความจากผู้เสียหายว่า จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ร่วมกันโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนว่าในการกู้ยืมเงินของสมาชิกนั้น บริษัท ค. จะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างของบริษัท ค. สามีของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นชาวต่างชาติใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ค. แทน ก่อนจำเลยที่ 1 จะถอนชื่อออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท ค. จำเลยที่ 1 ไม่ทราบการดำเนินการของบริษัท ค. จึงฟังได้ว่า การลงทุนของผู้เสียหายมิได้เกิดจากการโฆษณาหรือประกาศชักชวนของจำเลยทั้งสี่โดยตรง จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 , 12
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 , 343 , 83 , 91 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 , 5 , 9 , 12 , 15 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินจำนวน 4,503,000 บาท แก่ผู้เสียหาย พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันลงทุนจนกว่าจะคืนต้นเงินเสร็จ จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 , 12 จำคุกคนละ 5 ปี คำเบิกความของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่แต่เพียงว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดกู้ยืมที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 ที่บังคับใช้ในขณะเกิดเหตุคดีนี้บัญญัติว่า "ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืมเงิน ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน" คดีนี้โจทก์มีผู้เสียหายหลายรายมาเบิกความเป็นประจักษ์พยานได้ความว่า หลังจากผู้เสียหายบางคนทราบจากประกาศโฆษณาชักชวนของบริษัทคอสเมติกส์ ดีเวลอปเม้นท์ส จำกัด ต่างพากันไปยังที่ทำการของบริษัท จำเลยที่ 2 และที่ 3 อธิบายการเข้าเป็นสมาชิกร่วมลงทุนกับบริษัท และกรรมวิธีผสมหัวเชื้อแบคทีเรีย แล็คติคส์ แอซิส เพื่อผลิตเป็นวัตถุดิบส่งบริษัท โดยมอบแผ่นพับโฆษณาและกระดาษแนะนำเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในการผลิตให้แก่สมาชิก กับได้ขายหัวเชื้อให้แก่สมาชิก รับซื้อวัตถุดิบที่สมาชิกผลิตได้ รวมทั้งรับและจ่ายเงินให้แก่สมาชิก ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้กล่าวอภิปรายต่อที่ประชุมที่โรงแรมปอยหลวง จังหวัดเชียงใหม่ และสาธิตการหมักหัวเชื้อให้สมาชิกดู โดยที่ไม่ได้ความจากผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ร่วมกันโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนว่า ในการกู้ยืมเงินของสมาชิกนั้นบริษัทคอสเมติคส์ ดีเวลอปเม้นท์ส จำกัด จะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ การอธิบายกรรมวิธีผสมหัวเชื้อแบคทีเรีย แล็คติคส์ แอซิส การรับและจ่ายเงินให้สมาชิกผู้ร่วมลงทุนของจำเลยดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างของบริษัท และได้ความจากนายเอนก ธำรงวรางกูร พยานโจทก์ผู้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทคอสเมติคส์ ดีเวลอปเม้นท์ส จำกัด ว่า สามีของจำเลยที่ 1 ได้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นแทน ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถอนชื่อออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท จำเลยที่ 1 ไม่ทราบการดำเนินการของบริษัท จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ถือหุ้นของบริษัทเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การลงทุนของผู้เสียหายมิได้เกิดจากการโฆษณาหรือประกาศชักชวนของจำเลยทั้งสี่โดยตรง จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 , 12 ตามที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 , 12 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6273/2546 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาวสุปราณี สังข์น้ำมนต์ กับพวก จำเลย พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ม. 3 , ม. 4 , ม. 12