ฎีกาที่ 7570/2546
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (2) จะมิได้แบ่งแยกกำหนดโทษของผู้จัดให้มีการเล่นและผู้เข้าพนันในการเล่นไว้ต่างหากจากกันก็ตาม แต่สภาพแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างกัน กล่าวคือ การจัดให้มีการเล่นก็โดยเจตนาเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่น จำเลยที่ 1 ก็ได้ผลประโยชน์แห่งตนแล้ว ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จไปกรรมหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าร่วมเล่นการพนันอยู่ด้วย เป็นการที่จำเลยที่ 1 มีเจตนาเข้าพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นกับผู้ร่วมเล่นคนอื่นจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดหลายกรรมต่างกัน
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดคนตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 , 5 , 6 , 10 , 12 , 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลางและให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย จำเลยทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 , 5 , 6 , 10 , 12 (2) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่น จำคุก 5 เดือน ปรับ 2,000 บาท ฐานเป็นผู้เล่น ปรับ 2,000 บาท รวมเป็นจำคุก 5 เดือน ปรับ 4,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 111 ลงโทษปรับคนละ 2,000 บาท แม้จำเลยทั้งหนึ่งร้อยสิบเอ็ดให้การรับสารภาพ แต่เนื่องจากเป็นการพนันวงใหญ่จึงไม่ลดโทษให้ แต่ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 3 ปี ให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน เป็นเวลา 2 ปี กับให้ทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติ (ที่ถูกเป็น พนักงานคุมประพฤติและจำเลย) กำหนดเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 ให้จำเลยทุกคนจ่ายเงินสินบนนำจับคนละกึ่งหนึ่งของค่าปรับ ริบของกลางทั้งหมด โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 โดยอธิบดีอัยการเขต 3 (อัยการพิเศษประจำเขต 3) ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นและฐานเป็นผู้เล่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุก 5 เดือน ปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันชนไก่ขึ้น แล้วจำเลยที่ 1 เข้าร่วมเล่นการพนันกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 111 ด้วย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (2) จะมิได้แบ่งแยกกำหนดโทษของผู้จัดให้มีการเล่นและผู้เข้าพนันในการเล่นไว้ต่างหากจากกันก็ตาม แต่สภาพแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างกัน กล่าวคือ การจัดให้มีการเล่นก็โดยเจตนาเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่น จำเลยที่ 1 ก็ได้ผลประโยชน์แห่งตนแล้ว ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จไปกรรมหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าร่วมเล่นการพนันอยู่ด้วย เป็นการที่จำเลยที่ 1 มีเจตนาเข้าพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นกับผู้ร่วมเล่นคนอื่น จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ บังคับคดี ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7570/2546 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา โจทก์ นายดลหรือดน มงคล กับพวก จำเลย พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 , ม. 12 (2)