ฎีกาที่ 6103/2545
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การที่โจทก์ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 4,000,000 บาท ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีเจตนาจะขายที่ดินพิพาทในราคา 52,000,000 บาท และจำเลยที่ 1 ก็ทราบอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทมีราคาท้องตลาดมากกว่า 36,000,000 บาท เป็นการทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดเพราะถูกนายหน้าขายที่ดินพิพาทหลอกลวง ซึ่งตามพฤติการณ์จำเลยที่ 1 กับพวกรู้ถึงการหลอกลวง การที่โจทก์สำคัญผิดในเรื่องราคาทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันเช่นนี้ แม้มิใช่สำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรมหรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีหรือทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม แต่ราคาทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันย่อมมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 เช่นเดียวกัน เมื่อนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทเกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมและเกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมมีผลเป็นโมฆะตามมาตรา 156 แต่นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลมีผลเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 159 จึงต้องถือว่านิติกรรมรายนี้เป็นโมฆะเพราะเป็นผลดีต่อผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยบกพร่องยิ่งกว่าเป็นโมฆียะ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้อง และแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสิงโต อินแย้ม ซึ่งมีทรัพย์มรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1654 โดยจำเลยที่ 1 กับพวก ได้ร่วมกันฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวในราคา 4,000,000 บาท ซึ่งไม่ตรงตามเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ เพราะโจทก์ตกลงขายที่ดินในราคา 52,000,000 บาท และโจทก์ไม่เคยได้รับเงินจากจำเลย ที่ 1 นิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินของโจทก์ไป จดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 รับจำนองไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทน การจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันที่ดินโจทก์ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1654 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยปลอดจำนอง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาและให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ร่วมกับผู้ใด ฉ้อโกง โจทก์ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 และก่อนซื้อได้พากันไปดูที่ดิน โดยนายพงษ์ชัย โฆษิตธนากร บิดาจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับนายสมศักดิ์ เตชะเกษม ซื้อที่ดินโจทก์ในราคา 14,000,000 บาท แต่ในวันทำสัญญาที่สำนักงานที่ดินไม่สามารถทำสัญญาซื้อขายในนามของนายสมศักดิ์และบิดาจำเลยที่ 1 ได้ เพราะบิดาจำเลยที่ 1 เป็นคนต่างด้าวให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อแทน ในวันนั้นฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์ บุตรเขย และบุตรสาวโจทก์ไปด้วย จดทะเบียนซื้อขายกันในราคา 4,000,000 บาท เพื่อไม่ให้ เสียเงินมากต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินโดยเปิดเผย และในวันนั้นบิดาจำเลยที่ 1 ได้มอบเงินจำนวน 1,500,000 บาท ให้บุตรสาวและบุตรเขยโจทก์ไปแล้ว โจทก์ได้นำเงินไปชำระค่าธรรมเนียมบางส่วน ต่อมาฝ่ายจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 12,500,000 บาท ให้ฝ่ายโจทก์ โจทก์ไม่ได้ทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลย ที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตเพื่อประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้เงินจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1654 เลขที่ดิน 58 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1654 เลขที่ดิน 58 นาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี คืนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ก่อนศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรม นายเสนอ อินแย้ม ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1654 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีชื่อนายสิงโต อินแย้ม สามีโจทก์เป็นผู้ ครอบครองทำประโยชน์ หลังจากนายสิงโตถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสิงโต ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2532 โจทก์ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 4,000,000 บาท วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะถูกกลฉ้อฉลและโจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมอันจะเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ตกลงขายที่ดินพิพาทในราคา 52,000,000 บาท ไม่เคยตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 4,000,000 บาท ตามที่จดทะเบียนต่อพนักงานที่ดินอำเภอสัตหีบหรือ 14,000,000 บาท ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ส่วนสาเหตุที่โจทก์ไปทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 4,000,000 บาทนั้น น่าเชื่อว่าโจทก์ถูกหลอกลวงให้ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ประกอบกับการที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้คดีว่า โจทก์ตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 14,000,000 บาท และได้ชำระราคาที่ดินให้แก่บุตรสาวและบุตรเขยโจทก์ไปแล้ว โดยไม่เป็นความจริง และจำเลยที่ 1 ก็ทราบอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทมีราคาตามท้องตลาดมากกว่า 36,000,000 บาท จึงทำให้น่าเชื่อว่าโจทก์ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 4,000,000 บาท โดยสำคัญผิดเพราะถูกนายหน้าขายที่ดินหลอกลวงซึ่งตามพฤติการณ์จำเลยที่ 1 กับพวกรู้หรือควรจะได้รู้ถึงการหลอกลวงดังกล่าว การที่โจทก์สำคัญผิดในเรื่องราคาทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันเช่นนี้ แม้มิใช่สำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรมหรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีหรือทรัพย์สิน ซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม แต่ราคาทรัพย์สินที่ ตกลงซื้อขายกันย่อมมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาทำ นิติกรรมโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 เช่นเดียวกัน เมื่อนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทเกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมและเกิดจากกลฉ้อฉลในขณะเดียวกันแต่ผลทางกฎหมายต่างกันกล่าวคือ นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมมีผลเป็นโมฆะตามมาตรา 156 แต่นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลมีผลเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 159 จึงต้องถือว่านิติกรรมรายนี้เป็นโมฆะ เพราะเป็นผลดีต่อผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยบกพร่องยิ่งกว่าเป็นโมฆียะ ด้วยเหตุนี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า นิติกรรมเป็นโมฆะจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 200,000 บาท แทนโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6103/2545 นางน้อม อินแย้ม โดยนายเสนอ อินแย้ม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นายเดชา โฆษิตธนากร ที่ 1 ธนาคารแหลมทอง จำกัด ที่ 2 จำเลย ป.พ.พ. ม. 156 , ม. 157 , ม. 453