ฎีกาที่ 3654/2545
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นท้ายคำให้การจำเลยปรากฏว่า ศาลชั้นต้นได้อ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังจนเข้าใจ โดยสอบเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความช่วยเหลือ และให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงเป็นกรณีที่ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่แล้ว และเมื่อจำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความ ย่อมไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นต้องตั้งทนายความให้จำเลย กระบวนพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา 173 วรรคสอง แล้ว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2536 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2537 เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยรู้อยู่แล้วว่าความจริงจำเลยไม่มีสิทธิที่จะขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านประจำเดือนกันยายน 2536 ถึงเดือนธันวาคม 2536 เดือนมกราคม 2537 และเดือนกุมภาพันธ์ 2537 แต่จำเลยกลับแจ้งข้อความอันเป็นเท็จโดยยื่นคำขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านประจำเดือนดังกล่าวรวม 6 เดือน เดือนละ 1,800 บาท รวมเป็นเงิน 10,800 บาท และได้เงินจำนวน 10,800 บาท ไป และระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2537 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 เวลากลางวัน ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินในราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ พร้อมปลอมลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีกองคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ในช่องผู้รับเงิน ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ และประชาชนหลงเชื่อว่าใบเสร็จรับเงินดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง เหตุเกิดที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ แขวงราชบพิตร เขตพระนคร และแขวงจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน และเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายนรินทร์ กมลรัตน์ เจ้าหน้าที่กองสืบสวนสอบสวน และคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และนำเอาใบเสร็จรับเงินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมดังกล่าวใช้อ้างแก่นายนรินทร์ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เหตุเกิดที่แขวงจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 , 137 , 266 , 268 , 341 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 , 266 , 268 , 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จำคุก 2 เดือน ฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น จึงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 4 ปี ฐาน ฉ้อโกง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 5 ปี 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 7 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 90 แต่สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้น จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารดังกล่าวจึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 266 (1) จำคุก 3 ปี ฐาน ฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่ปรากฏว่าศาลได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้อง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเป็นการไม่ชอบ ขอให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองเสียแล้วให้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่นั้น เห็นว่า ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นท้ายคำให้การจำเลยว่า ศาลชั้นต้นได้อ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังจนเข้าใจ โดยสอบเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความช่วยเหลือ และให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลได้บันทึกคำให้การของจำเลยไว้แล้ว จึงเป็นกรณีที่ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่แล้ว และเมื่อจำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความย่อมไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นต้องตั้งทนายความให้จำเลย กระบวนพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้วให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ... ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น? ฎีกาข้อนี้ฟังขึ้น? พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 266 (1) ปรับ 20,000 บาท และความผิดฐาน ฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ปรับ 2,000 บาท รวมปรับ 22,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 11,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลย ค่าปรับไม่ชำระให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 ... นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3654/2545 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายอนุชาหรือรัชพงศ์ เหล่าอุดม จำเลย ป.วิ.อ. ม. 173 วรรคสอง