ฎีกาที่ 9736/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้นำยึดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบจำเลยยอมรับรู้สิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาทและได้ยื่นคำร้องต่อศาลในคดีดังกล่าวยอมรับว่าที่ดินพิพาทที่นำยึดเป็นของโจทก์ ไม่ใช่ที่ดินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยและขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ถือได้ว่าจำเลย ได้กระทำการอันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่าจำเลยยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั้นแล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14(1) เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้วระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตาม มาตรา193/15 เมื่อศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย วันที่ 18 กรกฎาคม 2539 เป็นเหตุที่ทำให้ อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดในวันดังกล่าวตาม มาตรา 193/15 จึงเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2539โจทก์มาฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้ วันที่ 4 กันยายน 2539 ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,458,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ก่อนที่จำเลยจะนำเจ้าพนักงานบังคับทำการยึดที่ดิน โฉนดเลขที่ 56575 ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำเลยได้ตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนแล้วว่ามีชื่อ "หมัด หมัดอะดั้ม" ซึ่งตรงกับหลักฐานที่ปรากฏในคำพิพากษา จึงชี้ให้เจ้าพนักงานทำการยึด จำเลยมิได้กระทำโดยจงใจหรือ ประมาท เลินเล่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนคำขอในส่วนที่ขอให้นายถาวร พรประภา รับผิดเป็นส่วนตัว ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 617,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 4 กันยายน 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 15,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับนายหมัด หมัดอะดั้ม เป็นบุคคลคนละคนกัน จำเลยได้ฟ้องนายหมัดเป็นจำเลยที่ 1 นายหมีด หวันตะหา เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลแพ่ง เรื่องผิดสัญญาเช่าซื้อ ค้ำประกัน ศาลแพ่งพิพากษาให้นายหมัดกับนายหมีดร่วมกันชำระเงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่จำเลยตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8648/2531 ของศาลแพ่ง นายหมัดกับนายหมีดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นของโจทก์เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2537 เจ้าพนักงาน บังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยนายสมชาย เรืองมณี เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 115,000 บาท ครั้นเดือนตุลาคม 2537 โจทก์จึงทราบเรื่องดังกล่าว โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2537 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจกท์ไม่ใช่ของนายหมัดลูกหนี้ตามคำพิพากษา ขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลแพ่งไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 ให้ยกคำร้อง คำสั่งดังกล่าวถึงที่สุด โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2539 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2537 จำเลยได้ยื่นคำร้อง ต่อมาศาลแพ่งยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ที่ดินของนายหมัดลูกหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าจำเลยได้กระทำการอันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่า จำเลยยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั้นแล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) ซึ่งอย่างช้านับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2537 เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้วระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามมาตรา 193/15 ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 ดังนั้นเหตุที่ทำให้อายุความหยุดลงสิ้นสุดในวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 จึงเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2539 ตามมาตรา 193/15 ดังกล่าว โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2539 ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 401,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 4 กันยายน 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา และให้ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9736/2544 สิบเอกหมัด หมัดอะดั้ม โจทก์ บริษัทสยามกลการ จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) , ม. 193/15 , ม. 448