ฎีกาที่ 9140/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 คำสั่งศาลชั้นต้นได้เขียน วันที่ไว้ชัดเจนแล้ว การที่ทนายจำเลยไม่มาดูคำสั่งศาลด้วยตนเองเป็นความ ประมาท เลินเล่อของทนายจำเลย และการที่ทนายจำเลยเจ็บป่วยเป็นลมหน้ามืดต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการยื่นอุทธรณ์ ก็ไม่เป็นเหตุสุดวิสัยเพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2544 ทนายจำเลยทราบคำสั่งแล้ว ย่อมมีเวลาพอที่จะทำอุทธรณ์ยื่นต่อศาลได้ทันตามกำหนดเวลา แม้ทนายจำเลยป่วยจำเลยก็สามารถตั้งทนายความคนใหม่เรียงอุทธรณ์ให้ได้ กรณีจึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษและไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตาม คำปฏิเสธของศาลชั้นต้นแล้ว คำสั่งนี้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ วรรคท้าย
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ในข้อหาขับรถยนต์โดย ประมาท เป็นเหตุให้ ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 19 มกราคม 2544" ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544" จำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าล่วงเลยระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว จึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และขอให้รับอุทธรณ์โดยอ้างเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยเห็นว่า ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยและไม่มีพฤติการณ์พิเศษ ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยยื่นอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีกโดยอ้างเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ยกคำร้อง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปอีก 15 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งว่า เหตุต่าง ๆ ที่ทนายจำเลยอ้างมานั้น หาใช่พฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และรับอุทธรณ์ของจำเลย ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นได้เขียนวันที่ไว้ชัดเจนแล้ว การที่ทนายจำเลยไม่มาดูคำสั่งศาลด้วยตนเองเป็นความ ประมาท เลินเล่อของทนายจำเลย และการที่ทนายจำเลยเจ็บป่วยเป็นลมหน้ามืดต้องเข้ารักษาตัวใน โรงพยาบาลในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการยื่นอุทธรณ์ ก็ไม่เป็นเหตุสุดวิสัยเพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2544 ทนายจำเลยทราบคำสั่งแล้ว ย่อมมีเวลาพอที่จะทำอุทธรณ์ยื่นต่อศาลได้ทันตามกำหนดเวลา แม้ทนายจำเลยป่วยจำเลยก็สามารถแต่งตั้งทนายความคนใหม่เรียงอุทธรณ์ให้ได้ กรณีจึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษ และไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ส่วนที่จำเลยฎีกาประการต่อมาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย และจำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวมายังศาลอุทธรณ์ภาค 8 และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นแล้วคำสั่งนี้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคท้าย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9140/2544 พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่ โจทก์ นายกิตติวัฒน์ การดี จำเลย ป.วิ.อ. ม. 15 , ม. 198 ทวิ วรรคท้าย ป.วิ.พ. ม. 23