ฎีกาที่ 9190/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้จำเลยที่ 4 จะมิได้เป็นโจทก์หรือจำเลยในคดีเดิม แต่จำเลยที่ 4 ก็เป็นทนายความของจำเลยที่ 2 ในคดีเดิม ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) บัญญัติว่าคู่ความหมายความรวมถึงทนายความของโจทก์หรือจำเลยด้วย จึงถือว่าจำเลยที่ 4 เป็นคู่ความในคดีเดิมเช่นกัน คู่ความในคดีเดิมกับคู่ความในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน มรดกที่พิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายรายเดียวกัน คำขอของโจทก์ในคดีหลังที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันจดทะเบียน โอนทรัพย์มรดกที่พิพาทให้แก่โจทก์ ซึ่งมีข้อต้องวินิจฉัยเบื้องแรกว่ามีพินัยกรรมของผู้ตายฉบับโจทก์อ้าง หรือไม่ก่อน แล้วจึงจะวินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยทั้งสี่สมคบกันปิดบังพินัยกรรมดังกล่าว อันเป็นการกระทำ ละเมิด ต่อโจทก์และโอนทรัพย์มรดกที่พิพาทให้แก่โจทก์ต่อไปได้ คดีเดิมกับคดีนี้ต่างมีประเด็นอย่างเดียวกันว่า ในระหว่างโจทก์ กับจำเลยที่ 2 ใครเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย เมื่อในคดีเดิมศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าไม่มีพินัยกรรม ของผู้ตายฉบับที่โจทก์อ้าง การที่โจทก์กลับนำคดีนี้มารื้อร้องฟ้องกันว่ามีพินัยกรรมฉบับดังกล่าวอีก ฟ้องของโจทก์ จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ในฐานะผู้รับมรดกตามพินัยกรรม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 8,500,000 บาท และให้ร่วมให้ชำระค่าเสียหายดังกล่าวอีกเดือนละ 1,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 150,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสี่มิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับนางขันธ์เป็นบุตรของนางคล้ามผู้ตาย นางขันธ์ถึงแก่ความตายไปแล้วโดยจำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมของนางขันธ์ เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางคล้ามผู้ตาย ต่อมาปี 2536 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร้องคัดค้านขอให้ถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน ต่อมาปี 2528 จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นขอแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายในคดีหมายเลขดำที่ 7583/2528 หมายเลขแดงที่ 17758/2530 คดีถึงที่สุดแล้วโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2510 ให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 1 ใน 12 ส่วน คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 17758/2530 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีเดิมจำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ที่ 2 ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยขอแบ่งทรัพย์มรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของนางคล้าม ผู้ตาย คดีนี้กับคดีเดิมจึงมีโจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นคู่ความเดียวกัน? สำหรับจำเลยที่ 4 นั้น แม้จำเลยที่ 4 จะมิได้เป็นโจทก์หรือจำเลยในคดีเดิม แต่จำเลยที่ 4 ก็เป็นทนายความของจำเลยที่ 2 ในคดีเดิม ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) คู่ความหมายความรวมถึงทนายความของโจทก์หรือจำเลยด้วย จึงถือว่าจำเลยที่ 4 เป็นคู่ความในคดีเดิม คู่ความในคดีเดิมกับคู่ความในคดีนี้ทุกฝ่ายเป็นคู่ความเดียวกัน มรดกที่พิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายรายเดียวกันในคดีเดิม โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีเดิมอ้างว่ามีพินัยกรรมของผู้ตายอีกฉบับหนึ่งมาเพิกถอนพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2510 โดยไม่ได้นำพินัยกรรมฉบับดังกล่าวมาแสดง ศาลฎีกาในคดีเดิมวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 2 ในคดีเดิมหรือจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองลงวันที่ 22 กันยายน 2510 ของผู้ตายและพิพากษาให้แบ่งส่วนของโจทก์ที่ 2 หรือจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ในอัตรา 1 ใน 12 ส่วน การที่โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีเดิมกลับนำคดีมาฟ้องโจทก์ที่ 2 ในคดีเดิมเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เรียกร้องเอามรดกโดยนำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2512 มาอ้าง แม้เหตุที่อ้างในคดีนี้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์เพิ่งพบพินัยกรรมฉบับดังกล่าวเนื่องจากนายสิทธิชัยผู้เก็บพินัยกรรมอ้างว่าค้นหาพินัยกรรมไม่พบโดยมีเจตนาทุจริตสมคบกับจำเลยทั้งสี่ปิดบังพินัยกรรมไว้อันเป็นการกระทำ ละเมิด และเรียกค่าเสียหาย ซึ่งต่างกับคดีเดิมก็ตาม แต่คำขอของโจทก์ในคดีนี้ก็ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่พิพาทให้แก่โจทก์ ฉะนั้น ในการวินิจฉัยคดีนี้จึงมีข้อต้องวินิจฉัยเบื้องแรกว่ามีพินัยกรรมของผู้ตายฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2512 ดังที่โจทก์อ้างหรือไม่ก่อนแล้วจึงจะวินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยทั้งสี่สมคบกันปิดบังพินัยกรรมดังกล่าวอันเป็นการกระทำ ละเมิด ต่อโจทก์และโอนทรัพย์มรดกที่พิพาทให้แก่โจทก์ต่อไปได้ คดีเดิมกับคดีนี้จึงมีประเด็นอย่างเดียวกันว่า ในระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ใครเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย เมื่อในคดีเดิมศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่า ไม่มีพินัยกรรมของผู้ตายฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2512 ที่โจทก์อ้าง การที่โจทก์กลับนำคดีนี้มารื้อร้องฟ้องกันว่ามีพินัยกรรมฉบับดังกล่าวอีก โดยโจทก์และจำเลยในคดีนี้ก็คือคู่ความเดียวกันเช่นนี้ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำนั้นชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9190/2544 นายถนอม เพ็งสุข โจทก์ นางเสมอ ยศทัพ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 1 (11) , ม. 145 , ม. 148