ฎีกาที่ 9239/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
แม้พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษฯ มาตรา 4 บัญญัติว่าการผลิตให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุด้วยแต่เมื่อคำนึงถึงโทษฐานผลิต ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตเท่ากับโทษฐานนำเข้าหรือส่งออกซึ่ง ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1ในขณะที่โทษฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่ง ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีหรือถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับด้วยแล้ว เห็นได้ว่ากฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด ให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดโดยการผลิต ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูปหรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของ ยาเสพติด ให้โทษหรือเป็นการทำให้ ยาเสพติด ให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น กฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า "การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุ"ในมาตรา 4 ดังกล่าว จึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ข้อเท็จจริงที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลาง ซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิต ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองคงมีความผิดเพียงฐานมีไว้ในครอบครองซึ่ง ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดฐานนี้เป็นการกระทำอย่างหนึ่งในความผิดฐานผลิต ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1และในความผิดฐานมี ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 5, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 67ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานผลิต ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ 25 ปี ริบของกลาง คืนเงิน 1,500 บาท แก่เจ้าของ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนอันเป็น ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 จำนวน 26 หลอด น้ำหนักรวม 1.74 กรัม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานผลิต ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลางซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเองก็เป็นได้ ยังไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะอนุมานได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังไว้ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังที่กล่าวไว้ข้างต้น จึงมีปัญหาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองตามข้อเท็จจริงที่ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการผลิตหรือไม่ ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 บัญญัติว่าการผลิต ให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุด้วย แต่เมื่อคำนึงถึงโทษฐานผลิต ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตเท่ากับโทษฐานนำเข้าหรือส่งออกซึ่ง ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 ในขณะที่โทษฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่ง ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับด้วยแล้ว เห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด ให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดโดยการผลิต ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุงแปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของ ยาเสพติด ให้โทษหรือเป็นการทำให้ ยาเสพติด ให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น กฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า "การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุ" ในมาตรา 4ดังกล่าว จึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุงแปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับคดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเฮโรอีนของกลาง ซึ่งอาจทำขึ้นเพื่อเก็บไว้เสพเองการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิต ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองคงมีความผิดเพียงฐานมีไว้ในครอบครอง ซึ่ง ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดฐานนี้เป็นการกระทำอย่างหนึ่งในความผิดฐานผลิต ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 และในความผิดฐานมี ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องนั่นเอง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคท้าย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น อนึ่ง เข็มฉีดยา 1 ชุด ไฟแช็ก1 อัน หลอดกาแฟ 36 หลอด มีดโกน 1 เล่ม เทียนไขพร้อมแท่นรอง1 ชุด และกระป๋องสี 1 ใบ ของกลางในคดีนี้มิใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดตามที่ฟ้อง ไม่อาจริบได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบมาด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ให้จำคุก 9 ปีคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน ไม่ริบเข็มฉีดยา ไฟแช็ก มีดโกนเทียนไขพร้อมแท่นรองและกระป๋องสีของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9239/2544 พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ นาย สมชาย แก่นสาร กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 4 , ม. 15 , ม. 65 , ม. 66 , ม. 67