ฎีกาที่ 9629/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามจำนวนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางที่จำเลยมีและใช้โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานรวม 5 กรรม ซึ่งสามารถแยกการกระทำจากกันเป็นราย ๆ ไปได้ จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดแยกเป็นราย ๆ ไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 5 กระทง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคม รวม 5 เครื่อง ซึ่งไม่ปรากฏหมายเลขทะเบียนพร้อมแบตเตอรี่ 5 อัน อันเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยใช้ประกอบกับเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และจำเลยนำเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 5 เครื่องไปปรับใช้คลื่นโทรศัพท์ของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานแล้วจำเลยได้ใช้และนำออกให้บุคคลทั่วไปเช่าใช้โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 32, 33 ริบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมแบตเตอรี่ของกลาง เพื่อให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข และริบของกลางอื่นทั้งหมด จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6, 23 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 5 กระทงเป็นจำคุก 30 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 เดือน ริบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมแบตเตอรี่ของกลาง จำนวน 5 เครื่อง ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขและริบของกลางอื่นทั้งหมด จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ให้ปรับ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เป็นจำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามจำนวนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางที่จำเลยมีและใช้โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ซึ่งสามารถแยกการกระทำจากกันเป็นราย ๆ ไปได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 5 กระทง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของคลื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน สร้างความหวาดระแวงแก่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วไป ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในสังคม พฤติการณ์ไม่สมควรรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ บังคับคดี ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9629/2544 พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย โจทก์ นางบังอร อ้นเนียม จำเลย ป.วิ.อ. ม. 158 (5) , ม. 158 (6) , ม. 160 , ม. 176 พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 4 , ม. 6 , ม. 22 , ม. 23