ฎีกาที่ 9241/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาต่อศาลชั้นต้นแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงต่อโจทก์ในศาลว่าจะชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ทำตามที่ตกลงไว้ยอมให้โจทก์ บังคับคดี ไปตามที่ตกลงทำยอมกันนั้นได้ มิได้ตกลงให้หนี้กู้ยืมและจำนองตามฟ้องนั้นระงับไป จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกัน
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในอัตราผิดนัดและเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด ทรัพย์จำนองที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีมูลค่าเกินกว่าวงเงินค้ำประกันของจำเลยที่ 3 ซึ่งถ้าจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดแล้วก็ไม่เกินวงเงิน ตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์ชอบที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อน ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์จำนวน 3,367,967.27 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดยอมให้โจทก์ บังคับคดี ได้ทันที โดยให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ ส่วนจำเลยที่ 3 ไม้ได้ตกลงด้วย ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาพิพากษาเฉพาะจำเลยที่ 3 ต่อไป ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมชำระเงินจำนวน 3,367,962.27 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,981,984.67 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2541 ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในจำนวน 492,385.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 485,500 บาท นับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลย ทั้งสามออกขายทอดตลาดบังคับชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าทนายความให้เฉพาะจำเลยที่ 3 รับผิดโดยกำหนดให้ 2,000 บาท จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 485,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกขายทอดตลาดบังคับชำระหนี้จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 3 ที่ฎีกาว่า ก่อน สืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 ต่อศาลชั้นต้น โดยจำเลยที่ 3 มิได้รู้เห็นหรือเข้าร่วมผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีภาระผูกพันกับสัญญาประนีประนอมนั้น และย่อมแสดง ให้เห็นว่าโจทก์สละสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ จึงไม่ให้จำเลยที่ 3 ร่วมทำสัญญาประนีประนอม ยอมความด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ในมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกู้ยืมและทำสัญญาจำนองแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 โจทก์ขอให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 ทำไว้แก่โจทก์ หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะระงับไปก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 1 หมวด 5 ที่ว่าด้วยความระงับแห่งหนี้ตั้งแต่ส่วนที่ 1 ถึงส่วนที่ 5 เท่านั้น แต่การทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกานี้เป็นการที่ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ซึ่งเป็น บทบัญญัติให้ศาลพิจารณาพิพากษาไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันตามที่คู่ความได้นำเสนอ ต่อศาลชั้นต้น การตกลงหรือการประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นี้นอกจากจะไม่ต้องด้วยกรณีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 1 หมวด 5 ตั้งแต่ส่วนที่ 1 ถึงส่วนที่ 5 ดังกล่าวมาแล้ว และยังไม่ต้องด้วยบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 17 อันว่าด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความแต่อย่างใดอีกด้วย เพราะการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นมิได้ตกลงให้หนี้กู้ยืมและจำนองตามฟ้องนั้นระงับไปแต่อย่างใดไม่ ในความเป็นจริงนั้น เป็นผลแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงต่อโจทก์ในศาลว่า จะชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ทำการตามที่ตกลงไว้ก็ยอมให้โจทก์ บังคับคดี ไปตามที่ตกลงทำยอมกันนั้นได้ การกระทำดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันแต่ประการใด ดังนั้นแม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้มีส่วนผูกพันตามการประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม เมื่อหนี้ตามฟ้องคือหนี้กู้ยืมยังไม่ระงับไปจำเลยที่ 3 ย่อมต้องผูกพันรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ตามสัญญาค้ำประกันที่ตนทำไว้ต่อโจทก์ ในทำนองเดียวกันเมื่อหนี้กู้ยืมยังหลุดพ้นไป ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ก็หาหลุดพ้นไปตามมาตรา 698 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9241/2544 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายธาดา สุวรรณวิภัช กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 138