ฎีกาที่ 8906/2543
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ป.พ.พ. มาตรา 196 การชำระหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศเป็นเงินไทย ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน คดีนี้เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยได้จ่ายเงินให้ผู้เอาประกันภัย ณ วันใด ถือว่าความเสียหายที่แท้จริงของโจทก์เกิดขึ้น ณ วันนั้น จึงต้องคิดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐซึ่งกำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยกับเงินไทย ณ วันที่โจทก์จ่ายไปจริง ไม่ใช่วันเกิดเหตุ ละเมิด
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 763,386.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยให้คิดเป็นอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐกับสกุลบาทไทย ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ณ วันที่ 16 กันยายน 2537 แล้วให้นำเงินจำนวน 53,127.50 บาท หักออกจากเงินที่คำนวณได้คงเหลือเท่าใดให้รับผิดเพียงนั้น และนำมาคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินคงเหลือนับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 763,386.72 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า ขณะที่ บ. ควบคุมเรือยนต์โชคดีวัฒนาลากจูงเรือฉลอมไม้บรรทุกข้าวสารของบริษัทเสริมวินอินดัสตรี จำกัด ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับโจทก์ แล่นทวนน้ำมาในลำแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งด้านซ้ายจากท่าเรือคลองขุด จังหวัดสมุทรปราการ มุ่งหน้าไปที่ท่าเทียบเรือเลขที่ 45 (ท่าอันฟองเหลา) เพื่อขนสินค้าขึ้นเรือเดินทะเลเพื่อส่งต่อไปยังประเทศสิงคโปร์ ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ควบคุมเรือเดินทะเลชื่อบางกอกน้อยจากสะพานพระราม 9 แล่นตามน้ำสวนทางมามุ่งหน้าไปทางปากอ่าวเพื่อส่งมอบเรือดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อจากจำเลยที่ 2 เมื่อถึงบริเวณหน้าท่าทรายวัดแจงร้อน เขตราษฎร์บูรณะ เรือเดินทะเลบางกอกน้อยได้เฉี่ยวชนกับเรือฉลอมที่กราบเรือด้านขวา ทำให้เรือฉลอมแตกรั่วและจมลง ข้างสารที่บรรทุกมาจมน้ำทั้งหมด โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้าจึงได้ให้บริษัทแอสโซซิเอทมารีนเซอร์เวเยอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สำรวจความเสียหายและชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 32,647.91 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 816,524.22 บาท ให้แก่บริษัทเสริมวินอินดัสตรี จำกัด ผู้เอาประกันไปแล้ว และเมื่อหักค่าขายซากสินค้าออกแล้ว คงเหลือความเสียหายของโจทก์ 763,386.72 บาท ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า ค่าเสียหายมีเพียงใด โจทก์นำสืบว่าข้าวสารที่จมน้ำเสียหายมีจำนวน 1,417 กระสอบ มูลค่าที่เอาประกันจำนวน 33,879.90 ดอลลาร์สหรัฐ หลังเกิดเหตุแล้วบริษัทเสริมวินอินดัสตรี จำกัด เรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยจำนวน 32,647.91 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินไทย 816,524.22 บาท โจทก์จ่ายเงินให้ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้ง จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วจริง คงมีปัญหาว่าจะคิดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐซึ่งกำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยกับเงินไทย ณ วันที่เกิดเหตุ ละเมิด หรือวันที่โจทก์จ่ายไปจริง เห็นว่า ความเสียหายที่แท้จริงของโจทก์เกิดขึ้นเมื่อโจทก์ได้จ่ายเงินให้ผู้เอาประกันภัยไปแล้วจริง จึงต้องคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้น ไม่ใช่ในวันเกิดเหตุ ละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8906/2543 บริษัทวิธสินประกันภัย จำกัด โจทก์ นายประสิทธิ์ ศิลพิพัฒน์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 196