ฎีกาที่ 7758/2543
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17
พ.ศ. 2528 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 17 กระบวนพิจารณาในศาลภาษีอากรให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ และข้อกำหนดตามมาตรา 20 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจ...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 24
พ.ศ. 2528 · approved_timeline_selection
มาตรา 24 ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลภาษีอากร ให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิ...
ย่อสั้น
ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 โจทก์ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 24 การนับเวลา ยื่นอุทธรณ์ 1 เดือน ต้องนับวันรุ่งขึ้นเป็นวันแรกตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 และสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งเดือนสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ตามมาตรา 193/5 โจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 28 สิงหาคม 2541 จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 มิได้ส่งสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้า 22 ฉบับ ออกไปนอกราชอาณาจักร แต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการหลอกลวงโจทก์ โดยยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่อ้างว่าส่งออกตามใบขนสินค้าขาออกฯ ดังกล่าวจนเป็นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยในรูปของบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของบัตรภาษีโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของ บัตรภาษี จำเลยที่ 3 ผู้รับโอนสิทธิต่อจากจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้โอน จำเลยที่ 3 จึงได้รับสิทธิตามบัตรภาษีไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เงินชดเชย ค่าภาษีอากรที่จ่ายในรูปบัตรภาษีจึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยที่ 3 จะต้องคืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคาแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 จำเลยที่ 3 ให้การว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ขาดอายุความ เพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำ ละเมิด ต่อโจทก์ โจทก์ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการ ละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหม ทดแทน โจทก์ทราบเรื่องเมื่อเดือนกรกฎาคม 2534 แต่ฟ้องคดีวันที่ 5 สิงหาคม 2540 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึง ขาดอายุความ จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความตามมูล ละเมิด หรือไม่เท่านั้น เมื่อคดีของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ฟังได้ว่าเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ลาภมิควรได้ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ลาภมิควรได้สำหรับจำเลยที่ 3 ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยที่ 3 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบ เรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้ง ศาลภาษีอากรฯ มาตรา 17, 29 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5) ที่จำเลยที่ 3 แก้อุทธรณ์ว่า เอกสารชุดคำขอที่โจทก์อ้างส่งเป็นเอกสารที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้รับบัตรภาษีและนำบัตรภาษีของโจทก์ไปใช้แล้วนั้น เป็นคำแก้อุทธรณ์ที่ขัดกับคำให้การของจำเลยที่ 3 จึงเป็นข้อที่มิได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้รับสิทธิตามบัตรภาษีไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เงินชดเชยค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 รับไปจากโจทก์ จึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จะต้องคืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคาตามที่กำหนดไว้ในบัตรภาษีให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้สำแดงข้อความอันเป็นเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าว่าส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่ส่งออกนั้น และโจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็น ผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการกระทำ ละเมิด ต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องคืนบัตรภาษีดังกล่าว หากคืนไม่ได้ก็ต้องชดใช้ราคาและตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ทำ ละเมิด หรือวันที่รับบัตรภาษี แม้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ไม่ได้ร่วมกระทำ ละเมิด กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ตามพฤติการณ์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ได้รับโอนบัตรภาษีมาโดยสุจริต จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระ ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จะต้องคืนทรัพย์สินนั้นหรือเวลาที่โจทก์เรียกคืนบัตรภาษีเพราะมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเป็นมูลหนี้ลาภมิควรได้ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ได้รับหนังสือแจ้งจากโจทก์ให้คืนบัตรภาษีเมื่อใด ถือว่าโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คืนบัตรภาษีนับแต่วันฟ้อง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือนมิถุนายน 2530 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2531 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้สำแดงข้อความเป็นเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งออกสินค้าที่ผลิตใน ราชอาณาจักรไปต่างประเทศ และได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่อ้างว่าได้ส่งออกดังกล่าวนั้น ต่อโจทก์ โจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยให้แก่จำเลยที่ 1 โดยออกบัตรภาษีระบุชื่อของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นเงินรวม 3,093,175.74 บาท ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2534 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่าไม่มีการส่งออกสินค้าที่จำเลยที่ 1 สำแดงรายการไว้ในใบขนสินค้าดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ทำเอกสารการส่งออกเท็จเพื่อยื่นคำขอชดเชยค่าภาษีอากร โดยทุจริต จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จึงไม่มีสิทธิได้รับบัตรภาษี และต้องคืนบัตรภาษีดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้เพราะเหตุได้นำเอาไปใช้แล้วก็ต้องใช้ราคาคืนเงินตามมูลค่าในบัตรภาษีดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ขอให้จำเลยร่วมกันคืนหรือ ใช้ราคาบัตรภาษีพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 3 ใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 ได้รับบัตรภาษีโดยสุจริตและเชื่อว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ออกบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 โดยถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าการออกบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็เป็นความบกพร่อง ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ไม่ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต ซึ่งจำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ซึ่งได้รับบัตรภาษีมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและนำบัตรภาษีไปชำระค่าภาษีอากรโดยสุจริตคืนบัตรภาษีและใช้เงินตามมูลค่าของบัตรภาษีแก่โจทก์ ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องนั้นคำนวณไม่ถูกต้อง คดีนี้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กระทำ ละเมิด ต่อโจทก์ โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยที่ 3 ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงการ ละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนโจทก์ทราบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2534 แต่ฟ้องคดีวันที่ 5 สิงหาคม 2540 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 5 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรไม่ได้รับเงินชดเชยค่าภาษี ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนบัตรภาษีที่มีมูลค่าในบัตรรวม 3,093,175.24 บาท ให้แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 ว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 โจทก์ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 24 ซึ่งการนับเวลายื่นอุทธรณ์ 1 เดือน ต้องนับวันรุ่งขึ้นเป็นวันแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 และสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งเดือนสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ตามมาตรา 193/5 ดังนั้นอุทธรณ์ของโจทก์จะครบกำหนดในวันที่ 28 สิงหาคม 2541 เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 28 สิงหาคม 2541 จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า จำเลยที่ 3 ต้องคืนบัตรภาษีหรือเงินตามจำนวนมูลค่าบัตรให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้หรือไม่ และสิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้ส่งสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้า 22 ฉบับ ออกไป นอกราชอาณาจักร แต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการในขณะนั้นได้หลอกลวงโจทก์ โดยยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่อ้างว่าส่งออกตามใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้า 22 ฉบับ จนเป็นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยในรูปของบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ 1 จำนวน 1,115,588.89 บาท ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบความจริงโจทก์จึงเรียกให้จำเลยที่ 3 คืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ ให้คืนเงินจำนวน 1,115,588.89 บาท ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของบัตรภาษีโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของบัตรภาษี จำเลย ที่ 3 ผู้รับโอนสิทธิต่อจากจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้โอน กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้รับสิทธิ ตามบัตรภาษีไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เงินชดเชยค่าภาษีอากรที่จ่ายในรูปบัตรภาษีจำนวน 1,115,588.89 บาท จึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยที่ 3 จะต้องคืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์มูลค่า 1,115,588.89 บาท หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 1,115,588.89 บาท แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ส่วนปัญหาเรื่องอายุความนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 3 ให้การว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ขาดอายุความ เพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำ ละเมิด ต่อโจทก์ โจทก์ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ ถึงการ ละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ ขาดอายุความตามมูล ละเมิด หรือไม่เท่านั้น เมื่อคดีของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ฟังได้ว่าเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ลาภมิควรได้ จึงไม่มีกรณีที่ให้ต้องวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ลาภมิควรได้ขาดอายุความหรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยที่ 3 จึงไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีได้ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5) ส่วนที่จำเลยที่ 3 แก้อุทธรณ์ว่า เอกสารชุดคำขอหมาย จ. 1 แผ่นที่ 2 ถึง 16, 26, 31, 75, 87, 124, 200 และ 209 เป็นเอกสารที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้รับบัตรภาษีและนำบัตรภาษีของโจทก์ไปใช้แล้วนั้น เป็นคำแก้อุทธรณ์ที่ขัดกับคำให้การของจำเลยที่ 3 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้รับบัตรภาษีที่มีมูลค่าจำนวน 346,099.42 บาท และ 1,631,487.43 บาท ตามลำดับไปจากโจทก์แล้วหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการยื่นคำขอชดเชยค่าภาษีอากรต่อโจทก์ การที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้รับสิทธิ ตามบัตรภาษีไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เงินชดเชยค่าภาษีอากรจำนวน 346,099.42 บาท และ 1,631,487.43 บาท ที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 รับไปจากโจทก์ จึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จะต้องคืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์มูลค่า 346,099.42 บาท และ 1,631,487.43 บาท ตามลำดับ หากคืนไม่ได้ ต้องชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 346,099.42 บาท และ 1,631,487.43 บาท ตามลำดับให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จะต้องร่วมกันชดใช้ราคาตามมูลค่าของบัตรภาษีและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้สำแดงข้อความอันเป็นเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าว่า ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้า ที่ส่งออกนั้น ต่อมาโจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลย ที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่หลอกลวงโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีจึงเป็น การกระทำ ละเมิด ต่อโจทก์ เมื่อมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกบัตรภาษีคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นมูลหนี้ ละเมิด จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องคืนบัตรภาษีดังกล่าว หากคืนไม่ได้ก็ต้องชดใช้ราคาและตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ทำ ละเมิด หรือวันที่รับบัตรภาษี ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 แม้ข้อเท็จจริง ฟังไม่ได้ว่าร่วมกระทำ ละเมิด กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่การที่มีการออกบัตรภาษีโดยระบุชื่อจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้โอนบัตรภาษีให้นั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีนิติสัมพันธ์อย่างใดกับจำเลยที่ 1 เหตุใด จึงสามารถรับโอนบัตรภาษีมาได้โดยง่าย ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า รับโอนบัตรภาษีมาโดยมีนายหน้าเป็นผู้ติดต่อ และกรรมการของจำเลยที่ 3 ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาก่อนนั้น ตามหลักในเรื่องการโอนสิทธิในบัตรภาษี จะต้องขออนุมัติจากอธิบดีและกระทำก่อนการออกบัตรภาษี จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 จะต้องมีการติดต่อกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาก่อนที่จะมีการออกบัตรภาษีแล้ว นอกจากนี้ ตัวจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เป็นหญิงอายุเพียง 23 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่จะแสดงให้เห็นว่าสามารถประกอบกิจการส่งออกสินค้าจนได้รับเงินชดเชย ค่าภาษีอากรเป็นจำนวนมากเช่นนั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 รับโอนบัตรภาษีมาโดยสุจริต และเมื่อมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกบัตรภาษีคืนจากจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นมูลหนี้ลาภมิควรได้ จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จะต้องคืนทรัพย์สินนั้นหรือเวลาที่โจทก์เรียกคืนบัตรภาษี แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ได้รับหนังสือแจ้งจากโจทก์ให้คืนบัตรภาษีเมื่อใด ถือว่าโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คืนบัตรภาษีนับแต่วันฟ้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์มูลค่า 1,115,588.89 บาท หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 1,115,588.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดสำหรับดอกเบี้ยดังกล่าวจากเงินต้นที่ระบุในบัตรภาษีแต่ละฉบับนับแต่วันที่จำเลยที่ 3 ได้รับบัตรภาษีแต่ละฉบับไป และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 5 สิงหาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 4 คืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์มูลค่า 346,099.42 บาท หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 346,099.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปี โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดสำหรับดอกเบี้ยดังกล่าวจากเงินต้นที่ระบุในบัตรภาษีแต่ละฉบับ นับแต่วันที่จำเลยที่ 4 ได้รับบัตรภาษีแต่ละฉบับไป และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 5 คืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์มูลค่า 1,631,487.43 บาท หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 1,631,487.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดสำหรับดอกเบี้ยดังกล่าวจากเงินต้นที่ระบุในบัตรภาษีแต่ละฉบับ นับแต่วันที่จำเลยที่ 5 ได้รับบัตรภาษีแต่ละฉบับไป และให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7758/2543 กรมศุลกากร โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดนิตย์อิมเพ็คซ์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 193/3 , ม. 193/5 , ม. 406 ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง , ม. 142 (5) , ม. 225 วรรคหนึ่ง , ม. 246 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 , ม. 24 , ม. 29