ฎีกาที่ 8022/2543
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การผู้ต้องหา จำเลยได้ลงลายมือชื่อโดยบันทึกดังกล่าวมีข้อความอยู่แล้ว ทั้งไม่ได้เกิดจากการบังคับ ขู่เข็ญทรมาน หรือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด จึงสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้และไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28,243
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67), 102 จำคุก1 ปีลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก8 เดือน และริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดเฮโรอีนจำนวน 1 หลอด น้ำหนัก 0.03 กรัม บันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 สิบตำรวจตรีพัฒนา หงษ์ทอง เป็นผู้ทำบันทึก ขณะเกิดเหตุสิบตำรวจตรีพัฒนาออกปฏิบัติหน้าที่สายตรวจกับพลตำรวจพงษ์ศาสตร์ จันนา แต่งกายในเครื่องแบบ ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะพบจำเลยนั่งอยู่ริมถนนหน้าร้านขายเสื้อผ้าลักษณะมีพิรุธโดยเมื่อเห็นเจ้าพนักงานตำรวจจะมีอาการลุกลี้ลุกลนจึงขอตรวจค้น ขณะนั้นพลตำรวจชูเกียรติ จุงาม ผ่านมายืนดูอยู่ พลตำรวจพงษ์ศาสตร์ค้นตัวจำเลย พบเฮโรอีน 1 หลอด อยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย จำเลยรับว่ามีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง นำตัวไปทำบันทึกการจับกุมที่สถานีตำรวจภูธรตำบลคลองด่าน พลตำรวจพงษ์ศาสตร์กับพลตำรวจชูเกียรติต่างยืนยันว่าไม่มีการบังคับขู่เข็ญหรือทำร้ายร่างกายจำเลยแต่ประการใด ร้อยตำรวจโทภิญโญ พวงทอง พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาว่าจำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพว่าซื้อเฮโรอีนจากหญิงไทยไม่ทราบชื่อที่บริเวณสะพานคลองมอญในราคา 1 หลอด50 บาท แล้วซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อ ระหว่างเดินทางไปที่ถนนหลวงพ่อปานสาย 1 พบเจ้าพนักงานตำรวจจึงถูกตรวจค้นและจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจได้อ่านใบแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบแล้วจึงให้ลงลายมือชื่อขณะรับตัวจำเลยไม่มีร่องรอยถูกทำร้าย ไม่ได้รับแจ้งว่าถูกทำร้ายหรือถูกกลั่นแกล้ง ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า ข้อวินิจฉัยและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 28 วรรคสอง และมาตรา 243 วรรคสอง หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานที่เกิดจากการขู่เข็ญหลอกลวง ถูกทรมาน ใช้กำลังบังคับหรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ แต่บันทึกการจับกุมตามเอกสารหมาย จ.1 และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.3 เกิดจากการบังคับขู่เข็ญทรมานใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ เห็นว่า เมื่อพยานโจทก์ผู้จับจำเลยยืนยันว่า ชั้นจับกุมจำเลยรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 โดยมิได้บังคับ ขู่เข็ญ ทรมานหรือทำร้ายร่างกายจำเลยก็มิได้ถามค้านให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น บันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมายจ.3 จำเลยก็รับว่าชื่อบิดาและมารดาตลอดจนชื่อผู้ใหญ่บ้านถูกต้อง นอกจากนั้นลักษณะวรรค ตอน และช่องลงลายมือชื่อก็เชื่อมโยงต่อเนื่องกันไม่น่าจะเป็นการลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่า ดังนั้น บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 จำเลยได้ลงลายมือชื่อโดยบันทึกดังกล่าวมีข้อความอยู่แล้ว ทั้งไม่ได้เกิดจากการบังคับขู่เข็ญ ทรมาน หรือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การผู้ต้องหาดังกล่าวสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ข้อวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8022/2543 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นายสมศักดิ์ สาธุการ จำเลย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 28 , ม. 243 ป.วิ.อ. ม. 226