ฎีกาที่ 9277/2542
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
++ เรื่อง ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ฉ้อโกง ++ ++ ++ ++ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า สมควรลงโทษจำเลยทั้งสามสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ ++ เห็นว่า จากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 278/2541 เป็นตัวการสำคัญในการกระทำความผิดโดยเป็นผู้ลักหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิของมารดามาขูดชื่อมารดาออกแล้วพิมพ์ชื่อของตนเองแทน โดยจำเลยทั้งสามมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องมาตั้งแต่แรก การที่จำเลยทั้งสามไปติดต่อขอกู้ยืมเงินจากผู้เสียหายให้จำเลยในคดีหมายเลขดำที่278/2541 และเป็นพยานรับรองว่าเอกสารสิทธิดังกล่าวเป็นของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 278/2541 ก็เพื่อมุ่งหวังจะได้ค่านายหน้าเท่านั้นพฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยทั้งสามจึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับจำเลยทั้งสามได้บรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ร่วม โดยยอมร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 20,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมตามจำนวนที่โจทก์ร่วมประสงค์เรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสามแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้โทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามสถานเบาและรอการลงโทษ แต่คุมประพฤติจำเลยทั้งสามไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสามได้กลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงนับว่าเป็นดุลพินิจที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในส่วนนี้ ++ แต่สำหรับโทษปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 นั้น มีระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 8,000 บาท จึงเป็นการลงโทษปรับต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำตามกฎหมายและเบาเกินไป โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือได้ว่าโจทก์ร่วมฎีกาในทำนองขอให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสามให้หนักขึ้นอยู่ในตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงแก้ไขโทษปรับสำหรับจำเลยทั้งสามให้ถูกต้องเหมาะสมได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งสามด้วยโดยมิได้กล่าวถึงการบังคับให้ชำระค่าปรับนั้น เป็นการไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ30,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 15,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
ย่อยาว
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 278/2541 แต่คดีสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม 2539 เวลากลางวันถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2539 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันแก้ไขหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดิน (น.ส.3 ก.)ทะเบียนฉบับเลขที่ 2646 เล่ม 27 ก หน้า 46 เลขที่ดิน 461 ตำแหน่งที่ดินตำบลทุ่งหวัง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ซึ่งทางราชการออกให้เพื่อแสดงว่า นางคล่อง วาระหัส สัญชาติไทย บ้านเลขที่ 146 หมู่ที่ 1ตำบลทุ่งหวัง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว จำนวนเนื้อที่ 79 ตารางวา ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการที่แท้จริง โดยการขูดลบคำว่า "คล่อง"ในช่องชื่อผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินและพิมพ์ข้อความว่า "ณัฐรัตน์"อันหมายถึงจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 278/2541 ลงไปแทน ซึ่งเมื่อแก้ไขดังนั้นแล้วจะทำให้ชื่อผู้ครอบครองและทำประโยชน์เปลี่ยนไปจาก"นางคล่อง วาระหัส" เป็นนางณัฐรัตน์ วาระหัส จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 278/2541 โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางคล่อง วาระหัส และประชาชนโดยทั่วไป ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสามกับพวกได้กระทำเพื่อให้นายประวิ ศักดิ์สวัสดิ์ และประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการที่แท้จริง เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม2540 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันหลอกลวงนายประวิศักดิ์สวัสดิ์ ผู้เสียหายด้วยการร่วมกันขอกู้ยืมเงินจำนวน 210,000 บาทจากผู้เสียหายโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันปลอมขึ้นมาใช้อ้างแสดงว่าเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ซึ่งจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 278/2541 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการดังกล่าวนั้นค้ำประกันการกู้ยืมเงินในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและผู้เสียหาย และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเอกสารตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) นั้น จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 278/2541เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินที่นำมาค้ำประกันเงินกู้จริง จึงได้มอบเงินจำนวน210,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามกับพวก ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2540เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 3 ได้ วันที่ 29 สิงหาคม 2540 จับจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้ นำส่งพนักงานสอบสวน เหตุเกิดที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 264, 265, 266, 268, 341 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินที่ร่วมกัน ฉ้อโกง แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณานายประวิ ศักดิ์สวัสดิ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา โจทก์ร่วมแถลงว่าโจทก์ร่วมติดใจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินให้โจทก์ร่วม 20,000 บาทโจทก์ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1), 268 วรรคแรก, 341ประกอบด้วยมาตรา 83 จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ และร่วมกันนำเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวไปใช้ จึงต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง แต่เพียงกระทงเดียว แต่ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการกับความผิดฐาน ฉ้อโกง นั้น จำเลยทั้งสามกระทำขึ้นและนำไปใช้หลอกลวงโจทก์ร่วมในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1)ประกอบด้วยมาตรา 268 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ลงโทษจำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกคนละ 3 ปีให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินแก่โจทก์ร่วมจำนวน 20,000 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 4 ปี ปรับคนละ 8,000 บาท จำเลยทั้งสามรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ4,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยทั้งสามให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามไว้โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า สมควรลงโทษจำเลยทั้งสามสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า จากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 278/2541 เป็นตัวการสำคัญในการกระทำความผิดโดยเป็นผู้ลักหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิของมารดามาขูดชื่อมารดาออกแล้วพิมพ์ชื่อของตนเองแทน โดยจำเลยทั้งสามมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องมาตั้งแต่แรก การที่จำเลยทั้งสามไปติดต่อขอกู้ยืมเงินจากผู้เสียหายให้จำเลยในคดีหมายเลขดำที่278/2541 และเป็นพยานรับรองว่าเอกสารสิทธิดังกล่าวเป็นของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 278/2541 ก็เพื่อมุ่งหวังจะได้ค่านายหน้าเท่านั้นพฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยทั้งสามจึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับจำเลยทั้งสามได้บรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ร่วม โดยยอมร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 20,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมตามจำนวนที่โจทก์ร่วมประสงค์เรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสามแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้โทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามสถานเบาและรอการลงโทษ แต่คุมประพฤติจำเลยทั้งสามไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสามได้กลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงนับว่าเป็นดุลพินิจที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในส่วนนี้ แต่สำหรับโทษปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 นั้น มีระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 8,000 บาท จึงเป็นการลงโทษปรับต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำตามกฎหมายและเบาเกินไป โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือได้ว่าโจทก์ร่วมฎีกาในทำนองขอให้เพิ่มโทษจำเลยทั้งสามให้หนักขึ้นอยู่ในตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงแก้ไขโทษปรับสำหรับจำเลยทั้งสามให้ถูกต้องเหมาะสมได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งสามด้วยโดยมิได้กล่าวถึงการบังคับให้ชำระค่าปรับนั้น เป็นการไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ30,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 15,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9277/2542 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายประวิ ศักดิ์สวัสดิ์ โจทก์ร่วม นางหวอ หีมเจริญ กับพวก จำเลย