ฎีกาที่ 7159/2541
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 มาตรา 4
พ.ศ. 2539 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 4 ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2539 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อน หรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือซึ่ง...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา พ.ศ. 2530 มาตรา 4
พ.ศ. 2530 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 4 ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหรือซึ่งได้...
ย่อสั้น
ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลที่จะได้รับการล้างมลทินและถือว่าไม่เคยถูกลงโทษในความผิดตามคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 มาตรา 4 นั้นนอกจากเป็นผู้ต้องโทษที่ได้กระทำผิดก่อนหรือในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 แล้ว ยังต้องเป็นผู้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ 11 กันยายน 2539 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ หรือในกรณีที่ผู้นั้นได้รับโทษตามคำพิพากษาอยู่ และยังไม่พ้นโทษในวันที่11 กันยายน 2539 ก็ต้องได้รับอภัยโทษปล่อยตัวหรือพ้นโทษออกมาตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ. 2539แล้วแต่กรณี การที่จำเลยต้องคำพิพากษาจำคุก 6 เดือนแต่รอการลงโทษไว้ จำเลยจึงยังมิได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา กรณีของจำเลยจึงมิใช่ผู้ต้องโทษตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจำเลยย่อมไม่ได้รับผลตามพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษเช่นเดียวกัน จำเลยฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยไว้แล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้และเมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติไว้ แต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบเห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง และเมื่อรอการลงโทษจำคุกในคดีนี้ ย่อมไม่อาจนำโทษจำคุกในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540 จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติไว้มีกำหนด 1 ปี ในความผิดต่อพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 782/2538 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2538 และภายในระยะเวลารอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวจำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 25, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 บวกโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 782/2538 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67ให้จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 เดือน พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้วปรากฏว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเวลานานถึง 3 ปี และเคยถูกศาลพิพากษารอการลงโทษในความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนแล้ว แต่ไม่เข็ดหลาบ จึงไม่เห็นสมควรรอการลงโทษ บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 782/2538 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้ เป็นจำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า โทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 782/2538 ของศาลชั้นต้น จำเลยได้รับการล้างมลทินแล้ว ตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 นั้นเห็นว่าตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 บัญญัติว่า "ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2539 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือซึ่งได้พ้นโทษไปโดยผลแห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2539โดยให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยถูกลงโทษในความผิดตามคำพิพากษานั้น ๆหมายความว่า ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลที่จะได้รับการล้างมลทินและถือว่าไม่เคยถูกลงโทษในความผิดตามคำพิพากษานั้นนอกจากเป็นผู้ต้องโทษที่ได้กระทำผิดก่อนหรือในวันที่9 มิถุนายน 2539 แล้ว ยังต้องเป็นผู้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ 11 กันยายน 2539 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ หรือในกรณีที่ผู้นั้นได้รับโทษตามคำพิพากษาอยู่และยังไม่พ้นโทษในวันที่ 11 กันยายน 2539 ก็ต้องได้รับอภัยโทษปล่อยตัวหรือพ้นโทษออกมาตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ. 2539แล้วแต่กรณี การที่จำเลยต้องคำพิพากษาจำคุก 6 เดือนแต่รอการลงโทษไว้ จำเลยจึงยังมิได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา กรณีของจำเลยจึงมิใช่ผู้ต้องโทษตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวและจำเลยไม่ได้รับผลตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเช่นเดียวกัน อนึ่ง คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายแต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ และเมื่อปรากฏในฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้กล่าวแก้ว่าจำเลยอายุยังน้อยเพียง 21 ปีเศษ และกำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยพลศึกษา จังหวัดสุโขทัย ชั้นปีที่ 1 เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยอีกสักครั้ง โดยรอการลงโทษให้แก่จำเลยและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติไว้ แต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบเห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง และเมื่อรอการลงโทษจำคุกในคดีนี้ ย่อมไม่อาจนำโทษจำคุกในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 10,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ2 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ให้โทษทุกชนิดตลอดระยะเวลาการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ยกคำขอให้บวกโทษนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7159/2541 พนักงานอัยการ จังหวัด สุโขทัย โจทก์ นายก ฤษฎา แก่น มีผล จำเลย ป.อ. ม. 56 , ม. 58 พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา พ.ศ.2530 ม. 4