ฎีกาที่ 7328/2541
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยเพิ่มในกรณีลูกหนี้ผิดนัดนั้นเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในรูปของดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นจากเดิม ดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นนี้จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 แต่ที่ศาลอุทธรณ์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปียังไม่ถูกต้อง เพราะตามสัญญามีข้อตกลงจะชำระดอกเบี้ยตามปกติโดยไม่ผิดนัดในอัตราร้อยละ 14 และ 13.75 ต่อปีและถ้าผิดนัดจึงจะคิดเพิ่มขึ้นจากนี้ ดังนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับเฉพาะส่วนที่เกินจากร้อยละ 14 และ 13.75 ต่อปี การลดลงจึงลดลงได้ต่ำสุดในอัตราร้อยละ 14 และ 13.75 ต่อปีจะลดลงให้ต่ำกว่านี้ไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 523,757.15 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 398,500บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองหากไม่พอชำระให้ บังคับคดี จากทรัพย์สินอื่นจนครบ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 453,898.27 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 398,500 บาทนับแต่วันที่ 28 มีนาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระให้บังคับจำนอง ถ้าไม่พอให้ บังคับคดี จากทรัพย์สินอื่น โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทำสัญญาขายลดเช็คแก่โจทก์จำนวน 4 ครั้งเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระเงินโจทก์ดำเนินการเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยในยอดเงินตามเช็คแต่ละฉบับนับตั้งแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามรายการคิดดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัด ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ตามสัญญาขายลดเช็คที่กำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยเมื่อมีการผิดนัดนั้นเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยเมื่อมีการผิดนัดตามสัญญาขายลดเช็คเอกสารหมาย จ.2,จ.7, จ.10 และ จ.13 มิใช่เบี้ยปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 คือสัญญาซึ่งลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรนั้นเห็นว่า ข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยเพิ่มในกรณีลูกหนี้ผิดนัดนั้นเห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่าประสงค์จะให้เป็นค่าเสียหายแก่โจทก์โดยกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในรูปของดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นจากเดิม ดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นนี้จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383แต่ที่ศาลอุทธรณ์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปียังไม่ถูกต้อง เพราะตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2, จ.7, จ.10, จ.13 ข้อ 1 มีข้อตกลงจะชำระดอกเบี้ยตามปกติโดยไม่ผิดนัดในอัตราร้อยละ 14 และ 13.75 ต่อปี และถ้าผิดนัดจึงจะคิดเพิ่มขึ้นจากนี้ดังนั้น จึงเป็นเบี้ยปรับเฉพาะส่วนที่เกินจากร้อยละ 14 และ13.75 ต่อปี การลดลงจึงลดลงได้ต่ำสุดในอัตราร้อยละ 14 และ 13.75 ต่อปี จะลดลงให้ต่ำกว่านี้ไม่ได้ อัตราร้อยละ 14 และ 13.75 ต่อปี เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาโดยไม่ต้องผิดนัดจึงมิใช่เบี้ยปรับที่จะลดลงได้ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 398,500 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ในยอดเงินตามเช็คเอกสารหมาย จ.3 ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2537 ตามเช็คเอกสารหมาย จ.5ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ตามเช็คเอกสารหมาย จ.8ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2537 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปีตามเช็คเอกสารหมาย จ.11 ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2537ตามเช็คเอกสารหมาย จ.14 ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2537จนถึงวันชำระเสร็จให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7328/2541 ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด ( มหาชน โจทก์ นาย จีรศักดิ์ แซ่ลิ้มหรือรัตนธนันต์ จำเลย ป.พ.พ. ม. 379