ฎีกาที่ 6822/2540
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย แต่โทษจำคุกจำเลยไม่เกินสามเดือนจึงให้ลงโทษกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 และกำหนดวันเวลากักขังคงเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา ดังนั้นเมื่อโทษกักขังเป็นเพียงโทษที่ลงแทนโทษจำคุก ศาลจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 22 ให้นับโทษกักขังติดต่อกันได้ แม้โจทก์จะขอให้นับโทษต่อในคดีซึ่งมิได้อุทธรณ์ก็ตาม แต่การที่จะนับโทษต่อกันนั้นต้องพิจารณาจากคดีที่พิพากษาในภายหลังว่าจะนับโทษต่อได้หรือไม่ ดังนั้นคดีที่ต้องอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาเรื่องการนับโทษต่อ จึงต้องเป็นคดีนี้ ซึ่งเป็นคดีที่พิพากษาในภายหลัง หาใช่อุทธรณ์ในคดีก่อนหรืออุทธรณ์พร้อมกันทั้งสองคดีไม่
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีกัญชาอันเป็น ยาเสพติด ให้โทษในประเภท5 จำนวน 1 ห่อ น้ำหนัก 1.42 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนคดีนี้จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้น ในความผิดต่อพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ รวม 4 คดี คือ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 580/2530 เมื่อวันที่ 21เมษายน 2530 จำคุก 2 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 17/2534 เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2534 จำคุก 2 เดือนและปรับ 300 บาท โทษจำคุก รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 530/2537 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2537 จำคุก 1 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1423/2537 เมื่อวันที่ 6มิถุนายน 2537 จำคุก 2 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด1 ปี แล้วมากระทำผิดในคดีนี้อีก ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติด ยาเสพติด ให้โทษและได้กระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเป็นผู้ติด ยาเสพติด ให้โทษ และจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1558/2539 ของศาลชั้นต้น ในความผิดฐานมี ยาเสพติด ให้โทษในประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งได้ฟ้องมาพร้อมกัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 26, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 49, 83 และสั่งห้ามจำเลยที่ 1เกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ให้โทษทุกชนิดและส่งตัวไปคุมไว้ในสถานพยาบาลมีกำหนดไม่เกิน 2 ปี กับนับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1558/2539 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 1,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 500 บาท ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ขอให้กำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัยสำหรับจำเลยที่ 1 และนับโทษกักขังจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษกักขังในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1497/2539 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษกักขังจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษกักขังในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1497/2539 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่าจะนับโทษกักขังต่อกันได้หรือไม่คดีนี้เดิมศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แต่เห็นว่าเป็นโทษเล็กน้อย ศาลลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินสามเดือน จึงให้ลงโทษกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 23 กำหนดวันเวลากักขังคงเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา ดังนั้นเมื่อโทษกักขังเป็นเพียงโทษที่ลงแทนโทษจำคุกศาลจึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 ให้นับโทษกักขังติดต่อกันได้ สำหรับปัญหาที่ว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์ในคดีที่ขอให้นับโทษต่อจึงไม่อาจนับโทษต่อได้นั้น เห็นว่า การที่จะนับโทษต่อกันนั้นต้องพิจารณาจากคดีที่พิพากษาในภายหลังว่าจะนับโทษต่อได้หรือไม่คดีที่ต้องอุทธรณ์ฎีกาจึงต้องเป็นคดีนี้ หาใช่อุทธรณ์ในคดีก่อนคือคดีหมายเลขแดงที่ 1497/2539 หรืออุทธรณ์พร้อมกันทั้งสองคดี พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6822/2540 พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์ โจทก์ นาย ประทุม น้อยกลิ่น กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 22 , ม. 23