ฎีกาที่ 5925/2537
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (ยกเลิก) มาตรา 97
พ.ศ. 2522 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 97 ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโท...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (ยกเลิก) มาตรา 102
พ.ศ. 2522 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 102 บรรดายาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 4 หรือประเภท 5 เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นความ...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา พ.ศ. 2530 มาตรา 4
พ.ศ. 2530 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 4 ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหรือซึ่งได้...
ย่อสั้น
ผู้ที่จะได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระชนม์พรรษา 60 พรรษา พ.ศ. 2530 มาตรา 4 คือ ผู้ได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ แต่จำเลยยังไม่พ้นโทษในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จึงไม่ได้รับผลจากพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยพ้นโทษฐานมี ยาเสพติด ให้โทษไว้ในครอบครองมายังไม่เกินห้าปี กลับมากระทำผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีนอีกจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522มาตรา 97 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมิได้ฟ้องว่าจำเลยจำหน่ายเฮโรอีน เงินสดของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในคดีนี้ จึงมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดในคดีนี้ ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งริบเงินสดของกลางที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบเงินสดของกลางด้วยจึงไม่ชอบ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาปัญหานี้แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองมีเฮโรอีนหนัก 87.932 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเฮโรอีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่าย พร้อมด้วยโทรศัพท์มือถือ1 เครื่อง โทรศัพท์ติดตามตัว 1 เครื่อง รถยนต์ 1 คัน และเงินสด38,580 บาท ก่อนคดีนี้จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 1 ปี ฐานมี ยาเสพติด ให้โทษไว้ในครอบครองตามคดีหมายเลขแดงที่ 3030/2530 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่24 สิงหาคม 2530 และจำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 1 ปี ฐานมี ยาเสพติด ให้โทษไว้ในครอบครอง ตามคดีหมายเลขแดงที่ 4431/2530 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2530 จำเลยทั้งสองพ้นโทษในคดีดังกล่าวมาแล้ว กลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66,97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขอให้ริบเฮโรอีนรวมทั้งของกลางทั้งหมดและเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองด้วย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธแต่จำเลยทั้งสองรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษแล้วจริงตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสองมาตรา 66 วรรคแรก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 40 ปี เพิ่มโทษคนละกึ่งหนึ่งตามมาตรา 97 รวมจำคุกคนละ 60 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 30 ปี จำเลยที่ 2ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 40 ปีริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 1เคยต้องคำพิพากษาถึงทีสุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ฐานมี ยาเสพติด ให้โทษไว้ในครอบครอง ตามคดีหมายเลขแดงที่ 3030/2530 ของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2530 ส่วนจำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ฐานมี ยาเสพติด ให้โทษไว้ในครอบครองตามคดีหมายเลขแดงที่ 4431/2530 ของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม2530 และพ้นโทษมายังไม่เกินห้าปี ก็ไม่สามารถเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองได้ เพราะมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระชนม์พรรษา 60 พรรษา พ.ศ. 2530ให้ล้างมลทินถือว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยถูกลงโทษจะเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองอีกคนละกึ่งหนึ่งไม่ได้ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองเพิ่มยกขึ้นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรวินิจฉัยให้ พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดชทรงมีพระชนม์พรรษา 60 พรรษา พ.ศ. 2530 มาตรา 4 บัญญัติว่า"ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 และได้พ้นโทษไปแล้วหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหรือซึ่งได้พ้นโทษไปโดยผลแห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2530 โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับผลตามพระราชบัญญัติดังกล่าว คือผู้ได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ แต่จำเลยทั้งสองยังไม่พ้นโทษในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้รับผลจากพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยทั้งสองพ้นโทษมายังไม่เกินห้าปีกลับมากระทำผิดอีกจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 อนึ่ง สำหรับเงินสดของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดจากจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงินจำนวน 38,580 บาท นั้น ได้ความจากพยานโจทก์เพียงว่า จำเลยทั้งสองบอกว่าได้มาจากการจำหน่าย ยาเสพติด คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองจำหน่ายเฮโรอีน เงินสดของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในคดีนี้ จึงมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดในคดีนี้ ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งริบเงินสดของกลางที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบเงินสดของกลางด้วยจึงไม่ชอบ แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ฎีกาปัญหานี้ แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอริบเงินสดของกลาง ให้คืนเงินสดของกลางแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5925/2537 พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์ นาย อุปถัมถ์ พันธ์เตี้ยหรือพันธุ์เตี้ย กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. ม. 195 , ม. 225 พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา พ.ศ.2530 ม. 4 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97