ฎีกาที่ 5124/2537
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่าไม่ว่ากรณีใด ๆ โทษจำคุกทั้งสิ้นจะต้องไม่มากกว่าจำคุกตลอดชีวิตเท่านั้นหาได้ระบุว่าเมื่อมีโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วห้ามมิให้มีโทษปรับด้วยไม่ฉะนั้น ที่ศาลพิพากษาจำคุกจำเลยตลอดชีวิตโดยให้ปรับ 1,000 บาท ด้วยจึงชอบแล้ว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 67, 100, 102พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 4 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2522) เรื่องระบุชื่อและประเภท ยาเสพติด ให้โทษตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 ลงวันที่17 กันยายน 2522 ข้อ 1(1) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา8 ทวิ, 72 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ข้อ 3, 7ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 371 ริบเฮโรอีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามกฎหมาย นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 105/2533 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 105/2533 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเคยต้องโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1320/2530 ของศาลจังหวัดลพบุรีและพ้นโทษมาแล้วตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 77 วรรคสองฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเฮโรอีนจำนวนเดียวกันการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ซึ่งมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานจำหน่ายเฮโรอีนจำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ (ที่ถูกเป็นมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง),72 ทวิ วรรคสองและประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา8 ทวิ (ที่ถูกเป็นมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง), 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 1,000 บาท รวมลงโทษจำเลยที่ 3 จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 25 ปี ทางพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 105/2533 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อนั้น ผลของคดีเป็นอย่างไร จึงไม่นับโทษต่อให้ ส่วนข้อที่ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ปรากฏจากคำแถลงของโจทก์ในรายงานลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2534 ว่า คดีหมายเลขแดงที่1164/2533 ของศาลจังหวัดลพบุรี ที่จำเลยที่ 1 เป็นจำเลย คดีถึงที่สุด ศาลพิพากษายกฟ้อง และโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ข้อที่ให้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงให้ยกเสีย ริบเฮโรอีนของกลาง จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาที่โจทก์กล่าวหา จำเลยที่ 1 มีเฮโรอีนจำนวน 2 ถุง หนัก 715 กรัมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 633 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวและจำเลยที่ 3 พาอาวุธปืนสั้นขนาด.32 พร้อมกระสุนปืน ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายติดตัวไปในเมืองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่ใช่กรณีที่ มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นฎีกามีว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานมีและจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวหรือไม่ ข้อเท็จจริงและเหตุผลเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษมา ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 จำคุกตลอดชีวิตแล้ว กฎหมายก็ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยต้องรับโทษใด ๆ อีก ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลย 1,000 บาท ด้วย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติว่า"เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษลดโทษหรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (1) สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี (2) ยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี แต่ไม่เกินสิบปี (3) ห้าสิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต" ซึ่งจะเห็นได้จากบทมาตราดังกล่าวว่า กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าไม่ว่ากรณีใด ๆ โทษจำคุกทั้งสิ้นจะต้องไม่มากกว่าจำคุกตลอดชีวิตเท่านั้น กฎหมายหาได้ระบุว่าเมื่อมีโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว ห้ามมิให้มีโทษปรับด้วยไม่ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 3 โดยให้ปรับ 1,000 บาทด้วย จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5124/2537 พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์ จ่าสิบเอก พยุง หรือ หม่อง กิจ ดี กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 91