ฎีกาที่ 7550/2537
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การถอนการ บังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 295(3) มีสองกรณี กรณีแรกคำพิพากษาในระหว่าง บังคับคดี ได้ถูกกลับในชั้นที่สุด กรณีที่สองหมาย บังคับคดี ได้ถูกยกเลิกเสียเมื่อศาลที่ออกหมาย บังคับคดี ได้ส่งคำสั่งให้แก่เจ้าพนักงาน บังคับคดี ซึ่งกรณีที่สองนี้แปลความได้ว่า ผู้ที่มีอำนาจสั่งยกเลิกหมาย บังคับคดี ก็คือศาลที่ออกหมาย บังคับคดี อันได้แก่ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย และจำเลยถูกเจ้าพนักงาน บังคับคดี ดำเนินการ บังคับคดี ตามคำพิพากษาจนกระทั่งจำเลยต้องชำระเงินแก่โจทก์ไปบางส่วน แต่ในเมื่อต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำเงินที่รับชำระไปบางส่วนดังกล่าวนั้นมาคืนให้แก่จำเลยแสดงว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกเลิกหมาย บังคับคดี และเจ้าพนักงาน บังคับคดี ถอนการ บังคับคดี แล้วจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295(3) ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ในศาลฎีกา ปรากฏว่าคดีประธานของคดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ชนะคดีบางส่วนซึ่งยังไม่ทราบจำนวนแน่นอน หากจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับไปเกินกว่าที่โจทก์ชนะคดี โจทก์ก็ต้องคืนเงินส่วนที่เกินไปจากที่โจทก์ชนะคดีนั้นให้แก่จำเลย
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมของนายแถม ชอบฝึก เจ้ามรดกฟ้องขอให้บังคับจำเลยเบิกถอนเงินมรดกของเจ้ามรดกซึ่งฝากไว้ที่ธนาคารในนามของจำเลย จำนวน 50,042,452 บาทพร้อมดอกเบี้ย แล้วมอบให้โจทก์ทั้งสองเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกต่อไป ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยถอนเงินฝากในบัญชีจำเลยที่ธนาคารสหธนาคาร จำกัด สาขาธนบุรี (บัญชี 10 เล่ม ลำดับที่ 2ถึง 11 ตามเอกสารหมาย จ.22 แผ่นที่ 2-3) ธนาคารศรีนคร จำกัดสาขาวงเวียนใหญ่ (บัญชี 3 เล่ม เอกสารหมาย จ.23) และธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขากาญจนบุรี (บัญชี 2 เล่มเอกสารหมาย จ.24) เงินจำนวน 5,440,000 บาท ที่ระบุว่าโอนจากกองทุนนายแถม ชอบฝึก ตามเอกสารหมาย จ.6 พร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการ บังคับคดี ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาตโดยให้จำเลยจัดหาหลักประกันมาวางตามกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด มิฉะนั้นให้ยกคำร้องขอทุเลาการ บังคับคดี ของจำเลยจำเลยไม่สามารถหาหลักประกันมาวางตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดได้ คำร้องขอทุเลาการ บังคับคดี ของจำเลยจึงถูกยกตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและออกหมาย บังคับคดี ในเวลาต่อมา เจ้าพนักงาน บังคับคดี ดำเนินการ บังคับคดี ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองไปบางส่วนเป็นเงินจำนวน18,665,248.18 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองคืนเงินที่รับไปแก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองนำเงินจำนวน 18,665,248.18บาท มาคืนแก่โจทก์และชดใช้ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมการ บังคับคดี ที่เจ้าพนักงาน บังคับคดี หักจากเงินของจำเลยภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการ บังคับคดี ที่ให้โจทก์ส่งคืนเงินและชดใช้ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมไว้จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองคืนเงิน 18,665,248.18 บาท ให้แก่จำเลยและให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมการ บังคับคดี ที่หักจากเงินของจำเลย และให้ศาลชั้นต้นงดการถอนการ บังคับคดี ไว้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 295(3) บัญญัติว่า "ให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ถอนการ บังคับคดี ในกรณีต่อไปนี้ (3) ถ้าคำพิพากษาในระหว่าง บังคับคดี ได้ถูกกลับในชั้นที่สุด หรือหมาย บังคับคดี ได้ถูกยกเลิกเสีย เมื่อศาลที่ออกหมาย บังคับคดี ได้ส่งคำสั่งให้แก่เจ้าพนักงาน บังคับคดี แต่ถ้าคำพิพากษาในระหว่าง บังคับคดี นั้น ได้ถูกกลับแต่เพียงบางส่วนการ บังคับคดี อาจดำเนินต่อไปจนกว่าเงินที่รวบรวมได้นั้นจะพอชำระแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา" ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เหตุที่เจ้าพนักงาน บังคับคดี ต้องถอนการ บังคับคดี มีอยู่สองกรณี กรณีแรก คำพิพากษาในระหว่าง บังคับคดี ถูกกลับในชั้นที่สุด กรณีที่สอง หมาย บังคับคดี ได้ถูกยกเลิกเสีย เมื่อศาลที่ออกหมาย บังคับคดี ได้ส่งคำสั่งให้แก่เจ้าพนักงาน บังคับคดี สำหรับกรณีแรกมีความหมายชัดแจ้งอยู่แล้วว่า เจ้าพนักงาน บังคับคดี จะถอนการ บังคับคดี ได้ก็ต่อเมื่อคำพิพากษาในระหว่าง บังคับคดี ถูกกลับในชั้นที่สุด ส่วนกรณีที่สอง พิจารณาข้อความตามบทบัญญัติดังกล่าวที่ว่า หมาย บังคับคดี ได้ถูกยกเลิกเสีย กับเมื่อศาลที่ออกหมาย บังคับคดี ได้ส่งคำสั่งให้แก่เจ้าพนักงาน บังคับคดี ประกอบกันแล้ว แปลความได้ว่าผู้ที่มีอำนาจสั่งยกเลิกหมาย บังคับคดี ก็คือศาลที่ออกหมาย บังคับคดี อันได้แก่ศาลชั้นต้นนั่นเอง ดังนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ถึงแม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสอง และจำเลยถูกเจ้าพนักงาน บังคับคดี ดำเนินการ บังคับคดี ตามคำพิพากษาดังกล่าว จนกระทั่งจำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองไปแล้วบางส่วน จำนวน 18,665,248.18 บาทแต่ในเมื่อต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองนำเงินจำนวน 18,665,248.18 บาทมาคืนให้แก่จำเลย พร้อมกับชดใช้ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมการ บังคับคดี ที่เจ้าพนักงาน บังคับคดี หักจากเงินของจำเลยตามคำร้องขอของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว แสดงว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกเลิกหมาย บังคับคดี และเจ้าพนักงาน บังคับคดี ถอนการ บังคับคดี แล้ว ซึ่งย่อมมีอำนาจที่จะกระทำได้ ฉะนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295(3) อนึ่งระหว่างพิจารณาคดีนี้ในชั้นฎีกา ปรากฏว่าคดีประธานของคดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแก้เป็นว่า "ให้จำเลยถอนเงินฝากในบัญชีชื่อจำเลยที่ธนาคารศรีนคร จำกัด สาขาวงเวียนใหญ่ (บัญชี 3 เล่มเอกสารหมาย จ.23) หรือบัญชีทรัพย์มรดกของนายแถม ชอบฝึกเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 อันดับที่ 1 และที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยคืน แก่โจทก์ทั้งสองนำไปแบ่งปันกันในระหว่างทายาทของนายแถม หากจำเลย ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์" ตามคำพิพากษาดังกล่าว แสดงว่าโจทก์ทั้งสองชนะคดีตามคำพิพากษาฎีกาเพียงบางส่วนซึ่งยังไม่ทราบจำนวนแน่นอน หากจำนวนเงินที่โจทก์ทั้งสองได้รับไปเกินกว่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โจทก์ทั้งสองก็ต้องคืนเงินจำนวนนั้นให้แก่จำเลย พิพากษากลับ ให้ บังคับคดี ไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่สำหรับจำนวนเงินที่โจทก์ทั้งสองจะต้องคืนให้แก่จำเลยนั้น ให้คืนเพียงเท่าจำนวนที่โจทก์ทั้งสองได้รับไปเกินกว่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7550/2537 นาย เชาว์ ปิยะพันธ์ กับพวก โจทก์ มูลนิธิ " แถม - สร้อย ชอบ ฝึก " จำเลย ป.วิ.พ. ม. 295 (3)