ฎีกาที่ 4739/2536
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 วรรคสองที่บัญญัติว่าคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตนั้น หมายถึงโทษประหารชีวิตหรือโทษจำคุกตลอดชีวิตที่ศาลชั้นต้นลงจริง ๆ แก่จำเลย หาใช่โทษที่ศาลชั้นต้นวางไว้ก่อนลดโทษให้แก่จำเลยไม่ ศาลชั้นต้นวางโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5แต่ละโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และ 52(2)คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 คนละ 30 ปี เมื่อโจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไม่อุทธรณ์คงมีแต่จำเลยที่ 2 ที่ 4และที่ 6 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจหยิบยกคดีของจำเลยดังกล่าวขึ้นพิจารณาตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่หากศาลอุทธรณ์พิจารณาพยานหลักฐานโจทก์แล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 5 มิได้กระทำความผิดซึ่งเป็นเหตุลักษณะคดีแล้วศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 3 และ ที่ 5ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 100, 102พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง,102 พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งหกในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียว มีบทลงโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนเพียงบทเดียว ประหารชีวิตจำเลยทั้งหกจำเลยที่ 4 เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยต้องระวางโทษเป็น 3 เท่า ตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 100 แต่ศาลได้วางโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(2)คงจำคุกคนละ 30 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและจำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ประกอบด้วย มาตรา 52(1) คงจำคุกคนละตลอดชีวิต ริบของกลางทั้งหมด จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคแรกและวรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 จำเลยที่ 2 ที่ 4ที่ 5 ที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15 วรรคแรก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคแรก, 100ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยที่ 1เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทหนักให้ประหารชีวิตลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีนให้จำคุกไว้ตลอดชีวิต จำเลยที่ 4 เป็นข้าราชการตำรวจแต่ศาลได้วางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่สามารถเพิ่มโทษจำเลยที่ 4 ตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ มาตรา 100ได้อีก จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนตลอดจนชั้นพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษปราณี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ตลอดชีวิต จำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 5 ไว้คนละ 25 ปี จำเลยที่ 2ที่ 4 ที่ 6 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุม มีเหตุบรรเทาโทษปราณีลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ไว้คนละ33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 245 วรรคสอง บัญญัติว่า "ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ไปยังศาลอุทธรณ์ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น และคำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน"โทษตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงโทษประหารชีวิตหรือโทษจำคุกตลอดชีวิตที่ศาลชั้นต้นลงจริง ๆ แก่จำเลย หาใช่โทษที่ศาลชั้นต้นได้วางไว้ก่อนลดโทษให้แก่จำเลยไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวางโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 แต่ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และมาตรา 52(2) คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไว้คนละ 30 ปี เมื่อโจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2จึงไม่มีอำนาจหยิบยกคดีของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ขึ้นพิจารณาตามบทกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างไรก็ตาม หากศาลอุทธรณ์ภาค 2พิจารณาพยานหลักฐานโจทก์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5มิได้กระทำความผิดดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาซึ่งเป็นเหตุในลักษณะคดีแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 แต่จะลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 หนักกว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นมิได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคแรกและวรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83เป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ความผิดทั้งสองฐานมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีนโดยไม่ได้รับอนุญาต วางโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มีความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522มาตรา 15 วรรคแรก, 66 วรรคสอง, 102 พระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2528 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 อีกบทหนึ่งด้วยให้วางโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 5 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนตลอดจนชั้นพิจารณามีประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(2)คงจำคุกคนละ 30 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและจำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(1) คงจำคุกคนละตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4739/2536 พนักงานอัยการ จังหวัด เชียงใหม่ โจทก์ นาย ณ รงค์ เทศกาล กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. ม. 213 , ม. 245 วรรคสอง